กลายเป็นเจ้าแม่ดราม่าที่หยิบจับอะไรก็เป็นประเด็นไปหมด สำหรับนางสาวไทยใจแกร่ง “บุ๋ม–ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ที่ล่าสุดเจ้าตัวออกมาเปิดใจผ่านรายการ “คุยแซ่บโชว์” ถึงมรสุมข่าวคราวที่รุมเร้า ทั้งเรื่องการทำงานเพื่อสังคม ความสัมพันธ์กับคนดัง และประเด็นร้อนที่ถูกตั้งคำถามว่า “หิวแสง” หรือไม่ รวมถึงการก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในรั้วกระทรวงกลาโหม

โดย บุ๋ม เผยว่า “ล่าสุดเจอท่านนายกฯ ท่านเอ่ยปากชม (ยิ้ม) คือเรื่องของเรื่อง พองานมันใกล้จะเสร็จแล้ว ท่านก็เดินลงมาทักทายทุกคน ท่านก็เดินเข้ามาชมว่าน้ำหนักลงไปเยอะนะเนี่ย จำไม่ได้เลย และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็บอกว่าดึงคุณบุ๋มมาช่วยงานที่กระทรวง ท่านนายกฯ ก็เลยบอกว่า “อุ๊ย ระวังนะคนนี้เขาปากจัด” (ยิ้ม) แล้วก็ตามคลิป ท่านก็บอกว่าสนิทกัน แค่แซว คุยกันเล่น หยอกกันเล่น เพราะถ้าจำได้มันจะมีเรื่องหนึ่งที่มีคนถือปืนเข้าไปในโรงเรียนที่หาดใหญ่ และยิง ผอ. เสียชีวิต
ซึ่งในตอนนั้นเราก็แสดงความคิดเห็นว่า มันเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด กับการที่ถ้าคนเขาซื้อปืนมาถูกกฎหมายแล้วเราห้ามเขาครอบครอง ท่านต้องไปแก้ที่ยาเสพติด เพราะคนพวกนั้นเขาเสพสิ่งพวกนี้แล้วเข้าไปในโรงเรียน และปืนที่ใช้ก็คือปืนเถื่อน คือต้องคุมเรื่องยาเสพติด ไม่ใช่มาคุมเรื่องปืนที่มันถูกกฎหมายอยู่แล้ว แล้วจะถามเราว่าเราอยากให้ท่านแก้กฎหมายอะไร อยากให้แก้ในเรื่องของยาเสพติด ไปแก้ในเรื่องที่มันผิดกฎหมายดีกว่า อย่ามาแก้ในเรื่องที่มันถูกกฎหมายที่มันลงทะเบียนถูกต้องไว้แล้วดีกว่า เพราะว่ามันเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ
แล้วที่นายกฯ ว่าเราปากจัด เรายอมรับค่ะ เวลานักข่าวมาสัมภาษณ์เราในเรื่องนโยบายอะไรที่สามารถคิดว่ามันเปลี่ยนแปลงได้ เราก็พูดตรงๆ ของเรา และอย่างล่าสุดที่เราเล่าข่าวเรื่องการที่พี่ลูกหมีถูกยืมเงิน จนคู่กรณีเขาต้องออกมาฟาดเรา คือพูดในรายการ เป็นรายการที่นำทั้งสองฝ่ายมาคุยกัน ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าวันนี้โปรดิวเซอร์จะเอาแขกคนไหนมา แต่การที่เราเป็นพิธีกร ไม่ว่าแขกจะเป็นใคร แต่เราก็ต้องสัมภาษณ์ให้ได้ เพราะว่ามันคืองานของเรา

และในวันนั้นหน้างานมันคือคุณลูกหมีกับทนายประมาณ เราก็สัมภาษณ์ตามปกติ ซึ่งมันออนแอร์ไปเมื่อสองปีที่แล้ว อยู่ดีๆ ก็มาฟาดว่า “บุ๋มอย่าเสือX” เมื่อเร็วๆ นี้เอง จนเราลืมไปแล้ว แล้วตอนนี้รายการมันก็เปลี่ยนเป็นการเมืองไปแล้ว เขาก็พูดเลยเป็นคลิปว่า “อีบุ๋มอย่าเสือX” ซึ่งเราฟังแล้วเราก็เถียงไม่ออก เพราะว่าเราก็… เสือXจริงๆ อ้าว หรือคนอื่นไม่อยากรู้ ว่าทำไมเขาไม่คืนเงิน เขาก็หาว่าเราชี้นำสังคม
แต่วันนั้นเรายืนยันว่าเราไม่ได้ชี้นำ แต่เราแค่พูดกับทนายประมาณไปว่า ในเมื่อทั้งสองฝ่ายฟ้องกันและกัน ก็เป็นหมัดต่อหมัด แต่อีกฝ่ายติดทั้งแพ่งและอาญา เขาก็เลยเข้าใจว่าเราไปชี้นำสังคม ซึ่งเราคิดว่าถ้าคืนเงินมันก็คงจะจบแล้ว อย่างน้อยถ้าจะต้องสู้กัน ก็ต้องหมิ่นประมาทกับหมิ่นประมาท จะได้ไปไกล่เกลี่ยกันในศาลได้ง่าย แต่ตอนนี้เรื่องมันก็ไปกันใหญ่แล้ว เราก็ไม่เข้าใจว่าที่มาที่ไปมันคืออะไร เราก็สงสัยว่าทำไมเราโดนเล่นเป็นประเด็นอยู่คนเดียว
ถามว่าเราจะฟ้องกลับไหม ก็คงไม่ เพราะเรารู้สึกว่าเขามีชีวิตที่ยุ่งเหยิงมากพออยู่แล้ว และเป้าหมายในชีวิตของเรามันไปเรื่องอื่นแล้ว ทำงานเพื่อสังคม เรื่องอนาคตลูก จนเราใช้ชีวิตตรงนี้ไปเกือบหมดแล้ว และเราก็มีคดีความของเด็กๆ ที่เราเข้าไปช่วยเหลือ มากกว่าจะมาสนใจเรื่องหยุมหยิมส่วนตัว ณ วันนี้ เรื่องศักดิ์ศรีไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับบุ๋ม คือถามว่าคำพูดที่เขาใช้มามันแรงไหม มันแรง แต่เราทำความเข้าใจเขามากกว่า เขาอาจกำลังเครียด เขามีคดีรุมเร้าเขาเยอะ ซึ่งพอคนเราเครียด มันก็จะระเบิดออกมาในหลายๆ ด้าน ปล่อยเขาไปเถอะ
คนก็เลยมองว่าเราก็งานเยอะ แต่ทำไมเราหิวแสงจัง อันนี้เข้าใจและไม่เข้าใจ บุ๋มก็จัดรายการเหมือนทุกคน แต่คนอื่นไม่โดน เราอ่านข่าวเหมือนทุกคนเลย แต่ทุกคนจะแคปในสิ่งที่บุ๋มพูด แล้วเอาไปเขียนว่า “บุ๋ม ปนัดดา บอกว่า…” แล้วชาวบ้านที่เขาไม่ได้ติดตามดูทั้งรายการ ก็จะรู้สึกว่าปนัดดาด่าอีกแล้วเหรอ และบางรายการมีพิธีกรห้าคน แต่บุ๋มโดนคนเดียว ซึ่งถามว่าเราเซ็งไหม มันก็มีบ้าง ทำไมต้องมีชื่อเรา ก็ถามนะว่าทำไมถึงเอาเราไปทำข่าว เขาก็บอกว่าถ้าเป็นชื่อแม่ เรตติ้งมันจะขึ้น อีนี่ก็โดนอยู่คนเดียว
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง ก็กำลังจะเตรียมเข้าไปรับยศ ว่าที่พันโทหญิง จากกระทรวงกลาโหม ในฐานะกำลังพลสำรอง ก็เกิดดราม่า ซึ่งดราม่าที่เกิดขึ้นหลายคนไม่เข้าใจว่ากำลังพลสำรองคืออะไร ใครที่เกณฑ์ทหารแล้วก็เป็นกำลังพลสำรอง ใครที่เกษียณไปแล้ว หรือใครที่เป็น รด. นั่นก็คือกำลังพลสำรอง แล้วตั้งแต่ปี 2566 เขาก็เอาคนข้างนอกเข้ามาเป็นกำลังพลสำรอง มาช่วยงานทางทหารมากขึ้น และบุ๋มไม่ใช่คนแรก มันมีมาตั้งแต่ปี 2566 เขาเปิดรับสมัครในแต่ละปี บุ๋ม ปนัดดา ไม่ใช่คนแรก แต่เป็นคนที่โดนด่าคนแรก แล้วที่บุ๋มไปสมัครเพราะว่าเขาเปิดรับตำแหน่งประชาสัมพันธ์ เพราะเราก็ทำงานด้านสื่อมานาน แต่ใช่ว่าทุกคนจะได้ เพราะเขาต้องตรวจสอบว่าเรามีประสบการณ์อะไรมาบ้าง

แล้วหลายคนก็เลยมองว่าเราเป็นเด็กเส้น คือทุกคนติดยศหมด และไม่ใช่ว่าติดยศเสร็จแล้วก็ไปเป็นว่าที่พันโทหญิงเลย มันก็ต้องค่อยๆ ขยับ เราก็ต้องฝึก แล้วก็ต้องอบรม ทำตามระเบียบที่เขาวางมา ฝึกภาคสนามด้วย และอยากจะบอกว่าเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้เงินเดือนนะ มีแต่ตำแหน่งเฉยๆ ส่วนสวัสดิการก็มีบ้าง แต่ไม่ได้เต็มเหมือนทหาร และกว่าจะติดยศก็อีกนาน ไม่ใช่สมัครปุ๊บได้ยศเลย
คนเลยมองว่าอันนี้เป็นการปูทาง จะสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. หรือว่าจะสมัครเป็น สส. เราไม่ได้มองตัวเองในด้านการเมืองเลย เรามองภาพตัวเองตรงนั้นไม่ออก เรารู้สึกว่าเราเป็นกู้ภัยโดยสายเลือด เราอยากจะช่วยคนโดยที่ไม่ต้องแบกว่าเราอยู่สีไหน คุณจะตีก็ตีกันไป แต่ถ้าคุณบาดเจ็บมาเราจะช่วยทุกคน ซึ่งก็มีคนติดต่อมาเยอะมาก แต่เรารู้สึกว่าตรงนั้นมันไม่ใช่เรา เราก็ยังนึกภาพไม่ออกว่า… แต่อนาคตก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ยืนยันว่าวันนี้เรายังนึกภาพไม่ออก แล้วเราเป็นคนที่ว่า เห็นคนโกงกินแล้วให้เราหลับตาข้างหนึ่งเราทำไม่ได้ แต่เราอยู่ตรงนี้เราสามารถทำอะไรก็ได้
และสำหรับเรื่องการเซ็นยกทรัพย์สินที่มีมูลค่าออกมา 30 กว่าล้าน ยกให้องค์กรทำดี มันคือที่ดิน เราซื้อรถให้ เพราะว่าองค์กรเรามา 12 ปีแล้ว แล้วสิ่งที่เราลงไปกับมูลนิธิ พอเรามาไล่เรียงแล้วก็ประมาณ 30 ล้าน มันไม่ได้มาในรูปแบบเงิน มันอาจจะเป็นพวกที่ดิน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง จนมันเป็นมูลนิธิในทุกวันนี้ได้ เราเคยประกาศไปแล้วว่าเมื่อต้นปีเราอายุ 50 ที่ดินที่องค์กรอยู่ตอนนี้จะไม่ใช่ชื่อของปนัดดา ทุกอย่างจะเป็นสมบัติของชาติหมดเลย
หลายคนอาจจะมองว่าทำไมไม่ยกให้ลูก ต้องเข้าใจว่ามันเป็นที่ดินขององค์กรก็คือขององค์กร ตามความรู้สึกของเรา ลูกไม่ควรเกี่ยวข้องกับมูลนิธิ มันเป็นของประชาชน แต่ของลูก มีบ้านราคา 40 ล้านแล้วนะ และดิฉันมีบ้านก่อนมีมูลนิธินะ ฉันมีตังค์ก่อนหน้านั้นอยู่แล้วนะ คือของลูกเราแยกไว้แล้วแต่ละคน เราก็ได้เตรียมเงินไว้ให้ เขาสามารถใช้เรียนจนจบได้ และในส่วนของลูกบุญธรรมเราก็จะมีที่ให้เขาได้ซุกหัวนอน เราได้แจกแจงไว้หมดแล้ว ถ้าเราตายไปเขาก็ไม่ลำบาก
ส่วนที่หลายคนมองว่าเราในวัย 50 ไม่ค่อยหวานกับสามีแล้ว คือวัย 50 กว่าจะมาหวานอะไรกัน แล้วลูกก็เล็ก ต่างคนก็ต้องต่างประกบลูก เพราะว่าเราก็ไม่ได้เลี้ยงดูตลอดเวลา เราก็ต้องดูเองด้วย แล้วเราก็ต้องลงพื้นที่ด้วย แล้วตอนนี้ก็ปวดหลังด้วย เพราะว่ากล้ามเนื้อฉีก (หัวเราะ)”



