“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า ขณะนี้ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้รับการนัดหมายจากกระทรวงคมนาคม ที่จะเจรจาเรื่องการแก้ไขสัญญา PPP Net Cost ที่เอกชนลงทุนระบบเดินรถ และให้บริการเดินรถ รวมทั้งจัดเก็บรายได้ เป็น PPP Gross Cost รัฐควบคุมค่าโดยสารและรับความเสี่ยงด้านรายได้จากค่าโดยสารทั้งหมด จ้างเอกชนเดินรถ และซ่อมบำรุง เพื่อให้การถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่ประเทศไทย(รฟม.) เป็นผู้บริหารจัดการรถไฟฟ้าทุกสายแบบองค์รวม (Single Ownership) และใช้นโยบายตั๋วร่วมเหมาจ่ายไม่เกิน10สถานี 40 บาท เกิน10สถานี 60บาทตลอดวันตามสูตรใหม่ในการจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีของรัฐบาล

บริษัทฯ พร้อมเจรจา โดยขอดูรายละเอียดทั้งหมดก่อนพิจารณาตัดสินใจ ยังไม่สามารถแสดงความคิดเห็น หรือคาดการณ์ใดๆ ไปก่อนได้ คาดว่าจะเจรจาทั้ง 3 สายในคราวเดียวกัน ทั้งรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ที่บริษัทลูกเครือบีทีเอสฯ รับสัมปทาน

ขณะเดียวกันได้ติดตามข้อมูลข่าวสารเพื่อรอความชัดเจนเรื่องสูตรใหม่ของค่าโดยสารโดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ให้บริการมีแผนจัดหาขบวนรถใหม่เข้ามาเพิ่ม จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) วิสาหกิจของกรุงเทพมหนคร(กทม.) คู่สัญญา เพราะคาดว่าสูตรใหม่จะช่วยเพิ่มปริมาณผู้โดยสารจึงต้องประเมินตัวเลขใหม่ เพื่อให้การจัดหาขบวนรถรองรับเพียงพอ ปัจจุบันมีขบวนรถ 98 ขบวน 392 ตู้ และเพิ่มจำนวนเป็น6ตู้ยังคงเป้าหมายเริ่มจัดหาขบวนรถใหม่ภายในปี 2569
ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสกว่า 8 แสนคน ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ที่มีประมาณ 1 ล้านคน ส่วนเรื่องการพัฒนาหัวอ่านบัตรโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว และสายสีทอง ให้รองรับบัตรโดยสาร EMV Contactless (Europay Mastercard and Visa) ยังไม่ได้หารือกับ เคที และกทม.


ด้านบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งมีผู้โดยสารประมาณ 4-5แสนคนต่อวัน พร้อมเจรจากับภาครัฐและขอดูรายละเอียดเงื่อนไขต่างๆ ก่อนเช่นเดียวกัน



