พระมหาใจ เขมจิตฺโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ประธานดำเนินงานโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ ปีที่ 6 พ.ศ.2569 กล่าวว่า ประการสำคัญในการดำเนินการโครงการดังกล่าว คือ การปลูกฝังความรักในพระพุทธศาสนาในพระรัตนตรัย ความเชื่อมั่นในตนในการทำงาน ที่สำคัญการมองเห็นประโยชน์ตนที่ได้รับโอกาสแต่วัยเยาว์ และทัศนคติที่ดีอันเกิดจากที่ได้มีส่วนร่วมนั้น จะคงอยู่ในสามเณรศาสนทายาทตลอดไป และเชื่อว่าจะส่งผลในคราวรับหน้าที่บริหารการพระศาสนาในอนาคต และระยะ 10-20 ปี นับจากนี้ ในกลุ่มสามเณรจากโครงการดังกล่าวจะเป็นบุคลากรที่สำคัญต่อการทำงานเพื่อประโยชน์แก่มหาชน ตามเป้าหมายคำสอนในพุทธศาสนา วัตถุประสงค์รองลงไป อันเป็นเรื่องประกอบก็อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การฝึกฝนพัฒนาตน ทั้งเรื่องภาษาต่างประเทศ เพื่อเล่าเรียนและใช้ทำงานเผยแผ่ การเพิ่มความรู้เรื่องพระไตรปิฎก หลักพระธรรมวินัย การเขียนคัมภีร์ตำราทางพุทธศาสนา และการไปมาหาสู่เพื่อสร้างกิจกรรมด้านความสัมพันธ์ทางศาสนาในวิธีอื่นๆ เป็นต้น


พระมหาใจ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา ยังได้มีการนำคณะโครงการสามเณรทรงพระปาติโมกข์ ไปสวดปาติโมกข์ถวายเป็นพุทธบูชา ณ วัดศรีทัลฒามัลลิกาวะ หรือ วัดดาลดามัลลิกาวะ (Sri Dalada Maligawa) หรือ วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกา โดยได้รับการอนุเคราะห์อย่างดีจากทางวัด ซึ่งแต่เดิมที่กำหนดไว้บริเวณศาลาด้านนอก ก็จัดให้สวดในสถานที่ด้านหลังอาคารที่ประดิษฐานพระธาตุ ที่ยกพื้นสูงขึ้นเสมือนแยกไว้รองรับการนี้ ซึ่งนอกจากบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้สวดถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว ยังเพิ่มกำลังแห่งมหาปีติ พลังศรัทธาปสาทะ ความเชื่อความเลื่อมใส ความเคารพต่อพระรัตนตรัย โดยเฉพาะต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งขึ้นหาประมาณมิได้ การมาสวดปาติโมกข์ของคณะโครงการฯ ในครั้งนั้น เป็นการดำเนินตามรอยของ “ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนา” ของ 2 ประเทศที่มีมาแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ หากไม่มีกิจกรรมหรือโครงการใดเชื่อมสัมพันธ์นี้ไว้ ก็จะกลายเป็นช่องที่ห่างขึ้นเรื่อยๆ ลำพังเพียงการไปทัศนศึกษานั้น อาจไม่เพียงพอสำหรับความมั่นคงแห่งการสืบพระธรรมวินัย เมื่อในอดีตท่านเชื่อมสัมพันธ์ด้วยการบรรพชาอุปสมบท โดยมีสามเณรเดินทางร่วมในครั้งนั้นถึง 7 รูป แปลว่า สามเณรย่อมมีความสำคัญในฐานะ “ธรรมทูต” ด้วย แม้ในอดีตบูรพาจารย์ยังให้ความสำคัญกับสามเณรถึงขั้นเดินทางร่วมฟื้นฟูพุทธศาสนายังแดนไกลถึงเพียงนั้น เหตุใดงานพระศาสนาในปัจจุบัน จะมองข้ามความสามารถสามเณรไปได้ จึงต้องหาวิธีและเวที รวมถึงโอกาสให้ศาสนทายาทได้แสดงความสามารถในการสืบพระศาสนาร่วมด้วย ทั้งตามหน้าที่และตามกำลังสติปัญญาของตน



