นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดเผยว่า การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ไม่รวมทองคำ เดือน มี.ค.2569 มีมูลค่า 2,150.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 106.25% กลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากเพิ่งลดลงไปเมื่อเดือน ก.พ.2569 ที่ผ่านมา หากรวมทองคำ มีมูลค่า 3,949.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 58.60% รวม 3 เดือนปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) ส่งออกไม่รวมทองคำ มูลค่า 5,582.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.01% รวมทองคำมูลค่า 11,243.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม 30.382%
ทั้งนี้ การส่งออกเฉพาะทองคำ มีมูลค่า 1,799.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.28% จากความต้องการซื้อทองในตลาดโลก แม้ว่าเดือน มี.ค.2569 ราคาทองจะปรับลดลงจากเดือน ก.พ.2569 จากแรงขายของธนาคารกลางบางประเทศ และกองทุน SPDR Gold ก็หันมาขาย หลังจากซื้อต่อเนื่อง แต่ราคาก็ยังทรงตัวในระดับสูง เพราะยังกังวลปัญหาตะวันออกกลาง และรวม 3 เดือน ส่งออกทองคำ 5,661.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 59.50% โดยหากแยกการส่งออกแต่ละเดือน ม.ค.2569 มูลค่า 2,758.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 136.16% ก.พ.2569 มูลค่า 1,103.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.22%
ทางด้านตลาดส่งออก อินเดีย เพิ่ม 9.69% ฮ่องกง เพิ่ม 5.94% เยอรมนี เพิ่ม 38.15% อิตาลี เพิ่ม 37.77% สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่ม 45.36% สหราชอาณาจักร เพิ่ม 4.28% ญี่ปุ่น เพิ่ม 67.87% สวิตเซอร์แลนด์ เพิ่ม 38.30% เบลเยียม เพิ่ม 10.60% ส่วนสหรัฐฯ ลด 21.88% จากการที่ผู้นำเข้าได้เร่งนำเข้าก่อนหน้านี้ ทำให้ยอดนำเข้าชะลอตัวลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงปัจจุบัน
ส่วนการส่งออกสินค้า เครื่องทองหรือเครื่องเงินและส่วนประกอบ เพิ่ม 118,109.54% เครื่องประดับแท้ เพิ่ม 109.78% เครื่องประดับทอง เพิ่ม 15.05% เครื่องประดับเงิน เพิ่ม 2.64% เครื่องประดับแพลทินัม เพิ่ม 3,914.71% พลอยก้อน เพิ่ม 83.62% โลหะเงิน เพิ่ม 627.66% เพชรเจียระไน เพิ่ม 1.36% ส่วนพลอยเนื้อแข็งเจียระไน ลด 6.19% พลอยเนื้ออ่อนเจียระไน ลด 11.02% เพชรก้อน ลด 30.38%
นายสุเมธกล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกไตรมาสแรก ปี 2569 ยังขยายตัวได้ดี โดยได้แรงส่งจากความต้องการซื้อสินค้าของหลายประเทศ แต่แนวโน้มในระยะต่อไป เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง และเผชิญกับความเปราะบางที่สูงขึ้น สอดคล้องกับการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 3.1% ลดลงจากปีก่อน 3.4% จากปัจจัยเสี่ยงตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ส่งผลราคาพลังงาน สินค้า ค่าขนส่ง ความเชื่อมั่นลงทุน ซึ่งล้วนกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ส่วนตลาดสหรัฐฯ ก็ยังไม่มีความชัดเจนในนโยบายการค้า ที่จะกระทบต่อการส่งออกของไทย และค่าเงินบาทที่ยังแกว่งตัว ทำให้วางแผนธุรกิจและกำหนดราคาได้ยาก
โดยภายใต้ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเชิงรุก เร่งกระจายความเสี่ยงด้วยการขยายช่องทางการตลาดไปสู่ภูมิภาคที่มีความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์น้อยกว่าและยังมีกำลังซื้อที่ดี เช่น กลุ่มประเทศอาเซียนและตลาดเกิดใหม่ ควบคู่ไปกับการยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิตอย่างเข้มงวด เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะทองคำที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัสดุทางเลือกและมีความหลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในหลายกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ



