นายประวัติ แดงบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการบริหาร  เงินรายได้นิคมสหกรณ์ครั้งที่ 4 ประจำงบประมาณปี 2569 โดยระบุว่านับตั้งแต่นิคมสหกรณ์ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่  ปี 2511 ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ดำเนินการในรูปนิคมสหกรณ์ทั้งหมด 36 แห่งทั่วประเทศ มีรายได้ประมาณ 400 กว่าล้านบาท โดยรายได้ดังกล่าวมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมจากสมาชิกที่ทำธุรกิจการค้าพาณิชย์ในที่ดินนิคมสหกรณ์ ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะนำกลับคืนไปพัฒนานิคมสหกรณ์ตามระเบียบทางราชการ ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511   

 “ตอนนี้เรามีรายได้นิคมมีประมาณ 400 ล้าน จากเราเก็บค่าที่พี่น้องเกษตรกรอยู่ในนิคมสหกรณ์ทั่วประเทศ 36 นิคม นับตั้งแต่มีการจัดตั้งนิคมสหกรณ์ปี 2511 จนถึงปัจจุบัน”

ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511  กำหนดไว้ให้  พี่น้องเกษตรกรที่เข้าไปอยู่ในนิคมสหกรณ์ได้มีพื้นที่ทำกินตามที่รัฐจัดสรรให้ก็คือด้านการเกษตรปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ส่วนกรณีพื้นที่ไม่ได้ทำการเกษตร แต่ขอมาเปลี่ยนมาเป็นทำการค้าพาณิชย์ เช่น ทำปั๊มน้ำมัน ร้านค้า หรือธุรกิจ อาคารเช่าที่พักอาศัย โดยสมาชิกนิคมฯมีความประสงค์ของเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินทำกินก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีขั้นตอนตามระเบียบที่กำหนดไว้ ซึ่งในกรณีนี้ต้องเรียกเก็บรายได้เข้านิคมฯ ซึ่งรายได้ส่วนนี้กรมฯจะเก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการนิคมสหกรณ์ต่อไป ส่วนรายได้ที่เป็นงบประมาณประจำปีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรให้แก่นิคมสหกรณ์ แต่ละปีมีไม่มากแค่หลักแสนบาทเท่านั้น  ใช้จ่ายเป็นค่าน้ำค่าไฟค่าเบี้ยเลี้ยงจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตามที่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกนิคมฯจะขอออกโฉนดในพื้นที่ทำกินของตนเองได้นั้นไม่ง่าย ต้องใช้ระยะเวลา โดยพื้นที่ดังกล่าวกรมส่งเสริมสหกรณ์จะต้องออกเป็นหนังสือแสดงสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ หรือ กสน.5 ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511  เป็นระยะเวลา 5 ปี จึงจะสามารถไปขอออกเป็นโฉนดได้ และจะต้องสลักหลังโฉนดห้ามจำหน่าย จ่าย แจก ยกเว้นตกทอดแก่ทายาท

รายได้อีกทางของสมาชิกนิคมฯคือการจัดตั้งสหกรณ์นิคมฯ ซึ่งทุกนิคมจะมีสหกรณ์นิคมฯ โดยสมาชิกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นิคมฯทุกคนจะต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์นิคมฯด้วย ซึ่งสหกรณ์นิคมฯก็ดำเนินธุรกิจ  เฉกเช่นเดียวกับสหกรณ์ทั่วไป เมื่อสิ้นปีสมาชิกก็จะมีรายได้จากการปันผลของสหกรณ์อีกทางหนึ่ง

“สมาชิกที่มีโฉนดก็จะนำไปวางค้ำประกันเงินกู้จากแหล่งทุนมาประกอบอาชีพได้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะใช้ค้ำเงินกู้กับสหกรณ์นิคมฯ อัตราดอกเบี้ยเหมือนสหกรณ์ทั่วไป โดยสหกรณ์จะไปขอกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ของกรมฯ แล้วมาปล่อยกู้ให้กับสมาชิกอีกทีสำหรับรายได้หลักจากนิคมสหกรณ์ฯ จำนวน 36 แห่งทั่วประเทศเฉลี่ยแต่ละปีประมาณ 10-15 ล้านบาท นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นมา จนถึงเดือนล่าสุดเมษายน 2569 มีรายได้เข้ามาประมาณ 9 ล้านบาท”

“โฉนดเราทำไปเกือบ 100% แล้วใน 36 นิคมสหกรณ์ ยังเหลือบางส่วนที่ยังไม่มาขึ้นทะเบียนและยังไม่ออกกสน.5 ให้ไป กำลังทยอยออกอยู่ ภายหลังจากที่เราให้ กสน.5 ไปแล้ว 3 ปี 5 ปีก็จะเปลี่ยนเป็นโฉนด นำไปกู้เงินจากแหล่งทุนของรัฐได้ กรณีนี้ออกโฉนดแล้วก็จริงอยู่ แต่ว่าคุณเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการทำการเกษตรก็ต้องมาแจ้งเราทุกครั้งให้เราอนุญาตโดยอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงจะทำการค้าพาณิชย์ต่าง ๆ หรือการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้”