วันที่ 13 พ.ค. นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum ว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีถ้าไม่มีสงครามตะวันออกกลาง คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2569 จะอยู่ที่ 2.3% แต่จากผลกระทบของสงครามทำให้ กนง.ล่าสุดได้ปรับจีดีพีปี 2569 คาดว่าจะเหลือ 1.5% และเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเดือน เม.ย. จะเป็นจุดเริ่มต้นเงินเฟ้อสูง อาจไปถึง 4-5% ในปีนี้ แต่เชื่อว่าเงินเฟ้อเป็นสิ่งชั่วคราว ต้องขึ้นอยู่กับสงครามจะยุติเมื่อไร

ทั้งนี้ ประมาณการจีดีพีที่ทำไว้จะยังไม่รวมมาตรการรัฐ และ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่เท่าที่ทำผลกระทบในเบื้องต้นไว้วงเงิน 3 แสนล้านบาท ไม่ได้มีนัยต่างกันมาก มีผลต่อจีดีพีเพิ่มขึ้น แต่ในด้านเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยยืนยันยังไม่เห็นภาวะ Stagflation เกิดขึ้นในไทย แม้เงินเฟ้อปีนี้อาจพุ่งสูงถึง 5% แต่ยังสูงไม่มาก เมื่อเทียบกับช่วงสงครามรัสเซียและยูเครนที่เงินเฟ้อไปถึง 7-8% ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว และทำให้ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเวลานั้น

“ถ้าสงครามยืดเยื้อจบสิ้นปี ย้ำไม่เกิด Stagflation และมองเงินเฟ้อลดลงในปีหน้า แม้จะเพิ่ม 5% ในปีนี้ แต่ถ้าเงินเฟ้อหลุดลอย และอยู่ที่ 5% ค้างต่อ หรือพุ่งสูงไป 7% เป็นเรื่องต้องระวัง สิ่งที่ธนาคารกลาง ทำทั่วโลกคือต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพราะถ้าต้องเลือกเงินเฟ้อ กับการเติบโตของเศรษฐกิจ จะต้องเลือกเงินเฟ้อลดลงมา แม้มีต้นทุน (cost) เยอะ แต่ต้องเอาลง ถ้าถึงจุดนั้นนโยบายการเงินต้องตึงตัวพอสมควร”

นายดอน กล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในที่ประชุม กนง. รอบล่าสุดได้หารือเรื่องนี้กันพอสมควร เพราะจะทำให้หนี้สาธารณะใกล้ถึงเพดาน 70% ต่อจีดีพี ซึ่งอาจไม่ใช่ปีนี้แต่อาจในอีก 2 ปีถัดไป แปลว่า พื้นที่ทางการคลัง เหลือลดน้อยลงมาก ทำให้ กนง. หารือต้องพยายามใช้ให้มีประสิทธิภาพให้มากที่สุด และการกระตุ้นบริโภค พยายามทำให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะอาจมี shock มาเรื่อยๆ อย่าเพิ่งรีบใช้ให้หมด ถ้าหากมีอุบัติเหตุเข้ามาเพิ่มเติม แต่ กนง. ให้ความสำคัญค่อนข้างเยอะ เพราะมีส่วนช่วยเศรษฐกิจในระยะยาว

ขณะที่มองว่าดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 1% ค่อนข้างต่ำ และอาจจะมาถึงจุดที่ใกล้ขีดจำกัดของนโยบาย ส่วนในแง่ของเศรษฐกิจนั้น มองว่านโยบายการเงินยังมีพื้นที่ (ยังมี Room) ที่จะดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ในด้านศักยภาพของเศรษฐกิจ ในด้านนโยบายการเงินไม่ได้มีอิทธิพลมากนัก ซึ่ง 1% ในปัจจุบันต่ำมากแล้ว และโอกาสที่จะต่ำมากกว่านี้ก็ไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจไทยไปได้ดี ในระยะข้างหน้าจะต้องอาศัยนอกเหนือจากนโยบายการเงิน คือการคลัง และเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง ราคาพลังงานพุ่งสูง เกิดการหยุดชะงักการขนส่งสินค้า และการโดยสารทางอากาศ กระทบเป็นวงกว้าง และไทยได้รับผลกระทบ จากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง และราคาน้ำมันตลาดโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยปรับสูง จนกระทบค่าครองชีพครัวเรือนและต้นทุนธุรกิจ รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาน้อยลง

นอกจากนี้ได้ประเมินนักท่องเที่ยวปี 2569 ไว้ที่ 33 ล้านคน และในปี 2570 จำนวน 35.5 ล้านคน ขณะที่ภาคการส่งออก ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 8.1% และในปี 2570 ที่ 1.1% โดยเศรษฐกิจชะลอลงจากสงครามตะวันออกกลาง คาดว่าปีนี้จะอยู่ที่ 1.5% และปี 2570 อยู่ที่ 2% โดยมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามทั้งสงครามยืดเยื้อกว่าคาด นโยบายการค้าสหรัฐ ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นกระทบสภาพคล่อง และกระทบต่อการจ้างงาน

“ผลมาตรการคลังเพิ่มเติม จากประเมิน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.6% และปรับลดอีก 0.4% ในปี 2570 จากผลของฐาน ส่วนผลเงินเฟ้อจะเพิ่มเล็กน้อยและอุปสงค์ในประเทศเปราะบางและการแข่งขันสูง เบื้องต้นประเมิน 2 แสนล้านบาทแรก คนละครึ่งกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไว้ ส่วน 2 แสนล้านบาทหลังไม่ได้เห็นผลมากในปีนี้”

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า เงินเฟ้อสูง 2.9% ในปีนี้ และปี 2570 อยู่ที่ 1.5% โดยประเมินว่ามีความเสี่ยงจำกัดที่ราคาสินค้าและบริการจะปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวงกว้าง และฝังตัวในระบบเศรษฐกิจจากการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูญเสียการยึดเหนี่ยว (second-round effect) เนื่องจากเงินเฟ้อไม่ได้สูงต่อเนื่องเป็นวงกว้าง เมื่อดูจากนิยาม second-round effect จะต้องต้นทุนเพิ่มขึ้น มีการปรับราคาสินค้าเพิ่ม ถ้าค่าจ้างมีการปรับขึ้น และราคาสินค้าปรับขึ้นอีก ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณนี้

“ตอนนี้ค่าจ้างแรงงานของไทยต่ำ มีมากถึง 50% ของการจ้างงานทั้งหมด และอัตราต่อรองค่าจ้างของไทยต่ำ และการปรับค่าจ้างไทยไม่มีกลไกปรับค่าจ้างอัตโนมัติ (wage indexation) โดยมองไปข้างหน้าเงินเฟ้อจะเร่งขึ้นและอยู่สูงกว่ากรอบเป้าหมาย 3-4 ไตรมาส แต่เงินเฟ้อสูงเป็นปัจจัยชั่วคราว ทำให้ความเสี่ยงของ second-round effect ยังมีจำกัด”

ขณะที่ยังต้องติดตามพฤติกรรมตั้งราคาผู้ประกอบการที่ส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังสินค้าหมวดอื่นๆ ว่าจะมีการส่งผ่านราคาแค่ไหน

นายสุรัช กล่าวว่า ราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวผันผวน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับของประเทศอื่นๆ ยืนยันยังเคลื่อนไหวไม่ผิดปกติ ส่วนความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทตั้งแต่เริ่มสงครามตะวันออกกลาง ค่าเงินบาทอ่อนค่าแล้ว 3.5% แต่หากเทียบดูตั้งแต่ต้นปี 2569 (YTD) ที่ผ่านมาอ่อนค่าเพียง 2% นิดๆ เท่านั้น ถือว่ายังไม่ผิดปกติ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม 4 เรื่อง คือ 1.เงินเฟ้อคาดการณ์และพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการ 2.ราคาสินค้าและบริการที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้างและต่อเนื่อง 3.ผลของมาตรการภาครัฐเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบด้านพลังงาน และ 4.การเกิด supply disruptions ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน