เมื่อวันที่ 14 พ.ค. กรมป่าไม้ โดยหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) ได้ปฏิบัติการตรวจสอบและสืบสวนข้อมูล กรณีการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าบนเขาปากเตรียม ท้องที่ ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง ซึ่งมีการอ้างว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวมีเอกสารสิทธิทางที่ดิน น.ส. 3 ก. โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมาย พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วย รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอันเกี่ยวข้อง และได้มีคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับ ติดตาม ในการแก้ไขปัญหาการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ในพื้นที่ป่าไม้ และพื้นที่อุทยานแห่งชาติบางส่วน ท้องที่จังหวัดระนอง พร้อมเน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายต้องอยู่ภายใต้หลัก ถูกคือถูก ผิดคือผิด โดยให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันต้องพิสูจน์สิทธิให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นอกจากนี้นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ นายโกสินทร์ นิลรัตน์ ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) ดำเนินการตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด
ปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง ผนึกกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) เจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามที่ 4 (ภาคใต้) ตำรวจกองกำกับการ 5 บก.ปทส. และเจ้าหน้าที่สำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 4 (ภาคใต้) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าตรวจยึดพื้นที่เป้าหมายบนเขาปากเตรียม ท้องที่ ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง หลังจากเจ้าหน้าที่ชุดพยัคฆ์ไพรขยายผลจากระวางรูปแปลงที่ดิน น.ส. 3 ก. และสารบบที่ดินทั้งหมด จากสำนักงานที่ดิน จ.ระนอง กระทั่งพบว่ามีการเปิดพื้นที่ป่าเพื่อทำไม้นอกแปลงเอกสารสิทธิเพิ่มเติมอีก 3 จุด เนื้อที่กว่า 80 ไร่ ล้ำเข้าไปในพื้นที่ป่า ตามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484

จาการลงพื้นที่ตรวจสอบเป้าหมายทั้ง 3 จุด ปรากฏร่องรอยการใช้เครื่องจักรกลแผ้วถางพื้นที่ป่า ตัดทางทำถนนเพื่อใช้ในการขนย้ายไม้หวงห้ามออกจากพื้นที่ ซึ่งต่อเนื่องและเชื่อมโยงมาจากบริเวณที่ดินที่มีการอ้างเอกสารสิทธิทางที่ดิน น.ส. 3 ก. ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังพบร่อยรอยของการทำไม้ ซึ่งปรากฏพบไม้ท่อน 41 ท่อน ปริมาตร 115.96 ลูกบาศก์เมตร และพบตอไม้อีก 63 ตอ กระจายในพื้นที่จำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นไม้ตะเคียนสามพอน ไม้ตะเคียนทราย ไม้เลือดควาย ไม้นากบุด ไม้ชุมแสง ไม้ยาง และไม้พิกุล ซึ่งทั้งหมดเป็นไม้มีค่าหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการจับพิกัดโดยรอบแปลงเป้าหมาย และนำอากาศยานไร้คนขับขึ้นบินรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง นำมาตรวจสอบกับฐานข้อมูลในระบบสารสนเทศกรมป่าไม้ พบว่าเป็นพื้นที่ป่า ตามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และอยู่นอกแปลงเอกสารสิทธิ น.ส. 3 ก. โดยเป้าหมายแรกคำนวณเนื้อที่ได้ 62-2-16 ไร่ เป้าหมายที่สองเนื้อที่ 15-0-24 ไร่ และเป้าหมายสุดท้ายเนื้อที่ 3-1-96 ไร่ รวมทั้ง 3 จุดคำนวณเนื้อที่ได้ 81-0-36 ไร่
เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดพื้นที่ และไม้ท่อนของกลางทั้งหมด พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความกล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามมาตรา 11 มาตรา 54 มาตรา 55 มาตรา 69 มาตรา 72 ตรี มาตรา 73 และมาตรา 74 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 เพื่อสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

หลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะมุ่งเป้าไปที่การตรวจตรวจสอบระวางรูปแปลงที่ดิน น.ส.3 ก. และสารบบที่ดินทั้งหมด 105 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ เป็นรายแปลง ว่าการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิในที่ดิน มีความคลาดเคลื่อน ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจะแบ่งกลุ่มการตรวจสอบเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือกลุ่มที่คณะกรรมการ จ.ระนอง มีความเห็นให้เพิกถอน จะสนับสนุนข้อมูลที่ขาดอยู่เพื่อเร่งรัดกระบวนการเพิกถอนให้เร็วขึ้น และแปลงใดที่เข้าข่ายสามารถพิจารณาดำเนินคดีได้ ก็จะดำเนินคดีเป็นรายแปลงไป กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่ออกเอกสารสิทธิโดยไม่มีที่มาที่ไป หรือไม่มีเอกสารเดิม ซึ่งจะได้สนับสนุนข้อมูลเพื่อเร่งรัดกระบวนการเพิกถอนที่ดินให้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งแปลงใดที่เข้าข่ายออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ปรากฏข้อเท็จจริงว่าอยู่ในเขตภูเขา ยังคงมีสภาพป่าไม้ มีความลาดชันสูง และไม่พบร่องรอยของการใช้ประโยชน์ ก็จะพิจารณาดำเนินคดีเป็นรายแปลงไป กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่ออกมาโดยใช้แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) จะทำการตรวจสอบสารบบแปลงที่ดิน ว่า 4 ทิศข้างเคียงที่ระบุไว้สอดคล้องตรงกันหรือไม่ เนื้อที่สอดคล้องตามที่แจ้งไว้หรือไม่ และมีลักษณะของการทำประโยชน์ตามที่แจ้งไว้หรือไม่ หากเข้าข่ายเป็น ส.ค. 1 ที่อยู่ไม่ตรงแปลง หรือมีขนาดพื้นที่ไม่ตรงตามที่แจ้ง และมีการใช้ประโยชน์ไม่ตรงตามที่มีการแจ้งกับเจ้าหน้าที่ จะได้เสนอเพิกถอน และพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป จนกว่าจะครบถ้วนทุกแปลง




