เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 4 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรื่อง การดำเนินงานของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แต่นายกรัฐมนตรี ติดภารกิจสำคัญ จึงมอบหมายนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย มาชี้แจงแทน
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เสียดายที่เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีไม่มาตอบด้วยตัวเอง เพราะเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรง ตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนมาถึงปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีตั้งตัวเองมาเป็น รมว.มหาดไทย และมอบหมายตัวเองกำกับดูแลกรมการปกครอง เหมือนกับว่าพอแบ่งอำนาจเก็บทุกอย่างไว้หมด แต่พอต้องทำหน้าที่รับผิดชอบ หรือตอบคำถามเกี่ยวกับกรมที่ดูแล กลับโยนภาระงานให้คนอื่นมาตอบแทน
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 30 พ.ค. ที่ผ่านมา มีการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ระหว่างเปแอสเช ใส่ชุดน้ำเงิน กับอาร์เซน่อล ที่ใส่ชุดแดง ผลปรากฏว่าทางเปแอชชนะจุดโทษไป แต่ตนขอชวนคิดแบบนี้ หากเรามาพบภายหลังการแข่งขันจบไปแล้ว ว่าผู้บริหารระดับสูงของยูฟ่า มีการส่งข้อความไลน์ไปหาผู้ตัดสินในสนามก่อนการแข่งขันว่าให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย” แล้วผู้ตัดสินตอบกลับมาว่า “100 เปอร์เซ็นต์ ครับนาย” ตนเชื่อว่าแฟนบอลทั่วโลกช็อกแน่นอน วงการฟุตบอลลุกเป็นไฟ ผู้บริหารยูฟ่านั่งไม่ติดเก้าอี้แน่นอน
แต่เหตุการณ์เลวร้ายอันสมมุติลักษณะนี้ อาจเกิดเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมา จากกรณีนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต นำหลักฐานที่อ้างว่าเป็นแชตไลน์ของนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ที่เคยเป็นผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ด้วย ระบุว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งนายรุ่งเรืองตอบกลับว่า “100 เปอร์เซ็นต์ครับนาย” ทางอธิบดีกรมการปกครอง ชี้แจงว่า ไลน์ของตัวเองเปิดเป็นสาธารณะ เชื่อมต่อหลายอุปกรณ์สื่อสาร อาจมีผู้อื่นไปเขียนข้อความดังกล่าวแทนได้ ตนบอกตรงๆ ว่าฟังไม่ขึ้น เพราะบัญชีไลน์ของแต่ละคนเข้าถึงพร้อมกันได้ไม่กี่เครื่อง หากมีเครื่องอื่นๆ ที่เข้าถึงบัญชีอธิบดีกรมการปกครอง ที่ไม่ใช่มือถือของตัวเอง ก็ต้องเป็นอธิบดีเอง ในฐานะเจ้าของบัญชีหลักที่อนุมัติให้พวกเขาเข้าถึง
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หรือหากอธิบดีลืมออกจากระบบไลน์ที่ใช้ในคอมตัวเอง แล้วมีใครไปใช้คอมเครื่องนั้นเพื่อพิมพ์ข้อความแทน ข้อความดังกล่าวต้องเด้งขึ้นมาในมือถือในแชตของอธิบดี ตนเข้าใจดีที่รายชื่อผู้สมัคร สส. ในภาพโพลที่ส่งในไลน์ อาจมีรายชื่อบางคนคลาดเคลื่อน แต่ข้อเท็จจริงเหล่านั้นไม่ได้หักล้างความน่าพิรุธของคำชี้แจงของอธิบดี ตนจึงมี 5 คำถาม 1.รัฐมนตรีเชื่อคำชี้แจงของอธิบดีหรือไม่ 2.คณะกรรมการสอบสวนที่นายกรัฐมนตรีจะตั้งนั้น ตั้งหรือยัง ตั้งเมื่อไหร่ มีใครบ้าง วางการทำงานอย่างไร จะสอบเสร็จเมื่อไหร่ ให้โปร่งใส อิสระ 3.จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นอย่างไรว่าบุคคลที่จะทำการสอบสวนครั้งนี้ จะไม่จำกัดเพียงแค่ รัฐมนตรี ข้าราชการ ผู้ทรงคุณวุฒิสีน้ำเงิน เพราะสิ่งที่สังคมกลัว คือเดี๋ยวน้ำเงินจะมาช่วยอธิบดี ตอบแทนกันเพื่อไม่ให้ตายยกแผง 4.ระหว่างการสอบสวน จะสั่งให้อธิบดีหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ หรือปล่อยให้เขาอยู่ในอำนาจ และออกแถลงการณ์ว่าจะฟ้องกลับ และ 5.พร้อมสนับสนุนในสภาแห่งนี้ส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วม หรือสังเกตการณ์การสอบสวน เพื่อให้มั่นใจว่าอย่างน้อยมีตัวแทนสีส้ม สีแดง สีฟ้า สีเขียวเข้าไปเป็นหูเป็นตา ไม่ปล่อยให้สีน้ำเงินตรวจสอบช่วยเหลือกันเอง
ด้านนายเจเศรษฐ์ ชี้แจงว่า อธิบดีกรมการปกครองได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงมาแล้ว เป็นไปตามที่นายพริษฐ์ชี้แจงไป กระทรวงมหาดไทยกำลังพิจารณาข้อชี้แจงของอธิบดี ว่ามีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ จะนำไปสู่กระบวนการต่อไป หากเราไม่เชื่อคำชี้แจง หรือยังติดใจในบางข้อมูล ก็คงมีการสอบสวนโดยการตั้งคณะกรรมการ ตามที่นายกฯ ชี้แจงไป ส่วนที่นายพริษฐ์ ถามว่าตนเชื่อหรือไม่ ในเรื่องการล็อกอินไลน์นั้น ตนใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานการตัดสินใจไม่ได้ ตนเชื่อในการพิสูจน์ในการกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ และตนเชื่อว่ากระบวนการทางเทคโนโลยี สามารถตามรอยตรวจสอบได้แน่นอน ขณะที่การตั้งสีน้ำเงินมาตรวจสอบสีน้ำเงิน จะมีสีอื่นมาตรวจสอบหรือไม่ ตนไม่ชัดเจนว่าสีไหนยังไง แต่ถ้าถามว่าจะมีพรรคการเมืองอื่น หรือ สส. จากฝั่งรัฐบาล และฝ่ายค้านมาร่วมตรวจสอบหรือไม่ ตนก็ตอบได้เพียงว่า วันนี้เรามีกรรมาธิการ (กมธ.) อยู่แล้ว ดึงเรื่องมายัง กมธ.การปกครอง ก็ได้ เพื่อให้ฝ่ายสภาได้ตรวจสอบ
“ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยสีเดียวกันหมด สีกากี ผมเข้าไปตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ ผมก็เห็นอยู่สีเดียวคือสีกากี แน่นอนว่ากระทรวงมหาดไทยจะต้องตรวจสอบ และชี้แจงออกมาเป็นรูปแบบลายลักษณ์อักษร เรื่องนี้ต้องใช้เวลาพิจารณาว่าทำไมถึงเพิ่งออกมาบอกตอนนี้ เวลาผ่านไปแล้ว 5 เดือน ทำไมผู้ร้องมาร้องวันนี้ ทำไมไม่ร้องในวันนั้น เราก็ต้องสืบสวนกันต่อไป” รมช.มหาดไทย กล่าว
นายพริษฐ์ ตั้งคำถามต่อว่า หากอธิบดีจะแทรกแซงชนะเลือกตั้งเพื่อช่วยบางสีนั้น สามารถทำได้ เช่น การโยกย้ายนายอำเภอเพื่อกำกับการเลือกตั้งในบางพื้นที่ ซึ่ง 1-6 เดือนก่อนการเลือกตั้ง ก.พ. 69 พบว่าย้ายนายอำเภอสูงถึง 304 คน และมี 148 คน ที่แต่งตั้งผู้อำนวยการเลือกตั้งและกรรมการเลือกตั้ง 20 จังหวัดทั่วประเทศ หากไม่เตรียมเลือกตั้ง ใช้หลักเกณฑ์ใดย้ายในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และประเด็นการล่วงรู้ถึงบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ใช้โรงพิมพ์สังกัดกรมการปกครองดำเนินการ เพื่อนำไปออกแบบกระบวนการ วางแผนเลือกตั้งและข่มขู่หัวคะแนน ทั้งนี้ขอคำยืนยันในทั้ง 2 กรณี
นายเจเศรษฐ์ ชี้แจงว่า ตนไม่เอาความรู้สึกมายืนยัน หากสิ่งที่นายพริษฐ์พูดมามีข้อมูล มีเนื้อหา ให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่มีหลายองค์กรดำเนินการ ทั้งนี้ตนเป็น สส. มา 3 สมัย ยืนยันว่าข้าราชการไม่มีผลต่อการเลือกตั้ง และตนเชื่อว่าในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรค หรือ สส.พรรคประชาชน ไม่มีข้าราชการมีส่วนช่วยเช่นกัน หากคิดว่ากรมการปกครองช่วยเลือกตั้งให้บางพรรคได้ ตนมองว่าคิดแบบนั้นลำบาก
“ผมเชื่อว่าข้าราชการ โดยเฉพาะกรมการปกครองไม่มีความสามารถชี้หรือสั่งให้ประชาชนเลือกคนใด พรรคใดได้ แต่สิ่งที่พูดคือสื่อถึงกระบวนการว่าเอื้อประโยชน์หรือไม่ ทั้งนี้ขอให้เดินหน้าตรวจสอบ หากสิ่งใดเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารพร้อมให้ข้อมูล แต่ขอให้เป็นไปตามกระบวนการ ส่วนการตรวจสอบเรื่องนี้ที่ทางสภาที่ประกอบด้วย สส.ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลทำได้ คือ กลไกของกรรมาธิการการปกครอง” นายเจเศรษฐ์ กล่าว
นายเจเศรษฐ์ ชี้แจงต่อว่า ส่วนในเรื่องตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทย ตนได้รับหนังสือชี้แจงจากอธิบดีแล้ว และอยู่ในขั้นตอนพิจารณาว่าคำชี้แจงนั้นมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ ก่อนจะดำเนินกระบวนการต่อไป หากพิจารณาแล้วติดใจจะตั้งกรรมการตรวจสอบอีกที ส่วนที่นายพริษฐ์ตั้งข้อสังเกตสีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยนั้น ตนยอมรับว่าที่กระทรวงมหาดไทย ข้าราชการมีสีเดียว คือ สีกากี
จากนั้นนายพริษฐ์ ตั้งคำถามด้วยว่า รัฐบาลจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นต่อการทำงานว่าไม่มีการออกคำสั่งให้ใช้กลไกขององค์กรต่างๆ ช่วยสีน้ำเงิน ทั้งประเด็น ที่ดินเขากระโดง ที่ไม่ยอมเพิกถอนตามคำวินิจฉัยศาล หรือ กรณี ป.ป.ช. ไม่รับฟ้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม หรือกรณีคดีฮั้ว สว. พร้อมถามย้ำถึงเหตุผลการโยกย้ายนายอำเภอก่อนการเลือกตั้ง
โดยนายเจเศรษฐ์ ชี้แจงว่า ขอให้ประชาชนไม่ต้องเชื่อในตัวบุคคลใด แต่สิ่งที่ต้องเชื่อคือกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างมีระยะเวลา อะไรที่มีเหตุ พยาน หลักฐานชัดเจน ตนเชื่อว่าไม่มีมือที่มองไม่เห็น ทุกอย่างดำเนินการไปตามกระบวนการของกฎหมายที่ชัดเจน
นายพริษฐ์ ถามย้ำถึงเกณฑ์ย้ายนายอำเภอ 304 คน และทำไมถึงไม่รอให้พ้นหลังเลือกตั้ง โดยนายเจเศรษฐ์ ชี้แจงว่า การโยกย้ายนายอำเภอเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ และทำปกติ ส่วนมีผลกับการเลือกตั้งหรือไม่ นายอำเภอตามกฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง หากการแต่งตั้งข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม มีช่องทางขอความเป็นธรรมและร้องเรียน
“การเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งที่รับข้อร้องเรียนว่ามีข้าราชการ โดยเฉพาะกรมการปกครอง เอื้อประโยชน์กับผู้สมัครน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่ผ่านมา ดังนั้นขอความเป็นธรรมให้ข้าราชการกรมการปกครองด้วย” นายเจเศรษฐ์ กล่าว



