สถานการณ์โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบของประเทศไทยกำลังถูกจับตามองอย่างหนักจากนักวิชาการ หลังจากเกิดภาวะ “สุญญากาศ” ในการตัดสินใจมานานเกือบศตวรรษ นักวิชาการทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และสาธารณสุข ต่างออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ถึงเวลาที่กระทรวงการคลังต้องยุติการรเพิกเฉย และต้องเร่งนำข้อเสนอของกรมสรรพสามิตเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เข้าสู่ “โครงสร้างแบบอัตราเดียว” เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 10 ปี

นักเศรษฐศาสตร์ชี้เป้า ระบบ 2 อัตราคือกับดักทำรายได้รัฐถดถอย

รองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ประธานมูลนิธิห้วยข้องพัฒนา และอุปนายกสมาคมนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อย่างยั่งยืน เปิดเผยดัชนีภาษีบุหรี่โลก (Cigarette Tax Scorecard) ที่สะท้อนภาพลักษณ์ที่น่ากังวลของไทย โดยระบุว่าไทยได้คะแนนเพียง 1.88 จาก 5 คะแนนเต็ม รั้งอันดับที่ 100 จาก 174 ประเทศ สาเหตุหลักมาจากการใช้โครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตราในปัจจุบันที่สร้างช่องโหว่ให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันลดราคาหรือออกสินค้าใหม่ราคาถูกเพื่อเลี่ยงภาษี

สอดคล้องกับ ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ชี้ให้เห็นตัวเลขความเสียหายทางงบประมาณอย่างชัดเจนว่า นับตั้งแต่ใช้ระบบ 2 อัตรา รายได้ภาษียาสูบลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 68,603 ล้านบาทในปี 2560 เหลือเพียงประมาณ 47,489 ล้านบาทในปี 2568 เนื่องจากผู้บริโภคหันไปหาบุหรี่ในกลุ่มราคาถูก การเปลี่ยนสู่ระบบอัตราเดียวจึงเปรียบเสมือนการ “รีเซ็ต” ฐานรายได้ให้คงที่และพยากรณ์ได้แม่นยำขึ้น

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะ ย้ำว่าระบบปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสภาพตลาดและทำให้บุหรี่เถื่อนรวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าขยายตัวได้ง่าย การปรับสู่ระบบอัตราเดียวตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) จะช่วยสร้างความเป็นธรรม ลดการบิดเบือนราคา และทำให้รัฐเก็บรายได้ได้อย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการควบคุมปริมาณการบริโภค

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่าการเปลี่ยนเป็นภาษีอัตราเดียวเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะโดยหลักการ “สินค้าประเภทเดียวกันควรเสียภาษีในอัตราเดียวกัน” การมี 2 อัตราในปัจจุบันเปิดช่องให้ผู้ประกอบการวางกลยุทธ์ด้านราคา เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจัดเก็บในอัตราสูง จนกระทบการแข่งขันระหว่างบุหรี่ในประเทศและบุหรี่นำเข้า ทำให้การยาสูบแห่งประเทศไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้บุหรี่นอก

นอกจากนี้ งานวิจัยจาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่ได้รับการเผยแพร่เมื่อปี 2564 ยังอ้างอิงคำแนะนำของ WHO ที่เสนอแนะให้ใช้โครงสร้างระบบภาษียาสูบที่มีความง่ายต่อการจัดเก็บ (Simplifying) ไม่ก่อให้เกิดการเลี่ยงภาษีและสร้างแรงจูงใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เสียภาษีต่ำ จึงควรใช้ระบบภาษียาสูบอัตราเดียว นอกจากนี้ รายงานฯ ยังระบุว่า จากการตอบสนองของอุตสาหกรรมต่อระบบ 2 อัตรา จนทำให้เกิดการแข่งขันราคาในบุหรี่กลุ่มล่างเพิ่มขึ้น เครื่องมือภาษีและกลยุทธ์ด้านราคาอาจไม่ใช่แนวทางที่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรในการปกป้องการยาสูบแห่งประเทศไทย

สาธารณสุขยัน ภาษี 2 อัตราทำคนสูบไม่ลด แค่เปลี่ยนไปสูบของถูก

ทางด้าน .นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ แสดงความกังวลต่อความผิดพลาดของนโยบายภาษีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าระบบ 2 อัตราทำให้เป้าหมายด้านสุขภาพล้มเหลว เพราะเมื่อมีการแบ่งระดับราคา บริษัทบุหรี่ก็ลดราคาลงมาสู้ในตลาดล่างเพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า ผลที่ตามมาคือจำนวนคนสูบบุหรี่ไม่ได้ลดลง แต่คนกลับเข้าถึงบุหรี่ราคาถูกได้ง่ายขึ้น จึงสนับสนุนให้เร่งปรับเป็นอัตราเดียว ตามที่ WHO ได้แนะนำให้ประเทศไทยปรับภาษีบุหรี่ให้เหลืออัตราเดียวมาตั้งแต่ปี 2562 รวมทั้งเน้นการเก็บภาษีตามปริมาณเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทบุหรี่แจ้งมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อเลี่ยงภาษี

รศ ดร. วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้เสนอให้มีการปรับภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาที่ไม่สมดุลในระบบสองอัตรา และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ลดการหลบเลี่ยงภาษี ระยะสั้นราคาบุหรี่อาจผันผวนเล็กน้อย แต่ระยะยาวตลาดจะปรับตัวได้ เพราะรายได้หลักมาจากบุหรี่ราคาต่ำ ทำให้รัฐเก็บภาษีเป็นธรรมและผู้ประกอบการตั้งราคาได้ยืดหยุ่นขึ้น โดยจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการลดการสูบบุหรี่ของสังคมไทย

นักกฎหมายชี้ระบบเดิมขัดหลักความเป็นธรรม

ในเชิงนิติศาสตร์ ดร.กีระเกียรติ พระทัย จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุชัดเจนว่าโครงสร้างภาษีหลายอัตราทำให้เกิด “การเลือกปฏิบัติทางภาษี” ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นกลางและความเป็นธรรมของระบบภาษีสากล เนื่องจากสินค้าที่มีอันตรายต่อสุขภาพเท่ากันกลับมีภาระภาษีไม่เท่ากัน การปรับเป็นอัตราเดียวจะช่วยลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และลดข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หมดข้ออ้างเรื่องรัฐธรรมนูญสุญญากาศยุบสภา ถึงเวลาคลังต้องขยับ

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้เปิดเผยว่า การเก็บภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว มีศึกษามานาน มีการหารือกับหลายฝ่าย และส่วนใหญ่ยอมรับได้ ซึ่งจะช่วยให้การแข่งขันเป็นธรรมและสากล ผู้ประกอบการมีอิสระในการตั้งราคาขายมากขึ้น เพราะปัจจุบันการเก็บแบบ 2 อัตรา ผู้ประกอบการก็จะแข่งกันที่อัตราภาษีราคาถูกอยู่แล้ว โดยจะดำเนินป้องกันและปราบปรามสินค้าลักลอบผิดกฎหมาย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่

อย่างไรก็ดี เกิดการยุบสภาไปก่อน ทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับข้อกฎหมายมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งหลังประกาศยุบสภาไม่ให้กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือ โครงกาที่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ดร .เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้ส่งข้อเสนอการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียวของกรมสรรพสามิตให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความถึงความเป็นไปได้ว่าสามารถทำได้หรือไม่ เพราะในภาพรวมจะทำให้รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น แต่ก็กลับถูกชะลอไว้ก่อนให้รอรัฐบาลใหม่มาพิจารณาดีกว่า

ปัจจุบันรัฐบาล และ ดร.เอกนิติ เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน นำทีมเศรษฐกิจอย่างเต็มตัวแล้ว ข้อจำกัดเรื่องอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในช่วงยุบสภาจึงหมดสิ้นไป ตอนนี้ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าข้อมูลการศึกษาและโมเดลการจัดเก็บภาษีอัตราเดียวนั้นมีความพร้อมและ “สุกงอม” เต็มที่แล้ว เหลือเพียงการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเท่านั้นว่าจะเสนอเรื่องหรือไม่ ซึ่งควรเป็นภารกิจเร่งด่วนที่จะแสดงสปิริตเพื่ออุดรอยรั่ว และเร่งหารายได้ภาษีเพิ่มเติมให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดในนาทีนี้