เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 13 พ.ค. พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. สั่งการให้ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.2 นำกำลังตำรวจ ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 ลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังได้รับแจ้งประสานงานจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 1155 และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ขอความช่วยเหลือเร่งด่วนกรณีชายสัญชาติเกาหลีใต้รายหนึ่ง ซึ่งถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงให้เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยพบว่าเป็นธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะขบวนการโรแมนซ์สแกม (Romance Scam) ซึ่งเหยื่อรายดังกล่าวตกอยู่ในสภาวะหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้ายร่างกาย และถูกจำกัดเสรีภาพให้อยู่แต่ภายในบ้านพักหากไม่ยอมทำตามคำสั่ง จึงได้ลักลอบติดต่อสถานทูตฯ เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจงานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1 และ ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 ได้บูรณาการกำลังร่วมกับตำรวจ สน.ประเวศ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุล สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี เดินทางเข้าตรวจสอบบ้านเลขที่ 19/1 ซอยพัฒนาการ 97 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร พบชายสัญชาติเกาหลีใต้ 5 ราย กำลังนั่งปฏิบัติงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีพฤติการณ์ชัดเจนในการตั้งฐานปฏิบัติการในประเทศไทยเพื่อล่อลวงเหยื่อชาวเกาหลีใต้ด้วยกัน จากการตรวจสอบบริเวณโต๊ะทำงาน เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ จอภาพ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ รวมทั้งสิ้น 66 รายการ ซึ่งเปิดระบบพร้อมใช้งาน จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลางและวัตถุพยาน

ปฏิบัติการครั้งนี้เจ้าหน้าที่ทำการจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ทั้งหมด 5 ราย ในข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 นอกจากนี้ยังได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในความผิดฐาน “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักร โดยยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง” ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนชายชาวเกาหลีใต้ผู้ร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้ทำการส่งมอบให้อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว โดยปฏิบัติการจู่โจมช่วยเหลือในครั้งนี้ใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง นับตั้งแต่ได้รับแจ้งเหตุด่วนตอนเวลา 20.45 น. จนสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์และช่วยเหลือเหยื่อได้สำเร็จในเวลา 23.30 น. ทั้งนี้ จากพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งทางชุดจับกุมจะเร่งประสานหน่วยงานความมั่นคงเพื่อตรวจสอบและขยายผลจากพยานหลักฐานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเพื่อกวาดล้างขบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป




