สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำระดับรัฐพิธี เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ในโอกาสเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ ที่มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง

.@POTUS arrives for a state banquet dinner hosted by President Xi at the Great Hall of the People in Beijing pic.twitter.com/MFYw9pleXn
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) May 14, 2026
ผู้นำจีนนิยามการเยือนของทรัมป์ครั้งนี้ “คือการเยือนครั้งประวัติศาสตร์” ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องว่า วิสัยทัศน์ร่วม “การฟื้นฟูความรุ่งเรืองของจีน” และ “ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” สามารถดำเนินควบคู่ไปพร้อมกันได้ และมีความเชื่อมั่นว่า ความสัมพันธ์สหรัฐกับจีน “เป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีสำคัญที่สุดในโลก”

President Xi offers a toast at the state banquet dinner in Beijing: "To the bright future of China-U.S. relations, and the friendship between the two peoples, and to the health of President Trump and all of the friends present." pic.twitter.com/VmJeU4Xk1f
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) May 14, 2026
สีกล่าวต่อไปว่า “จีนและสหรัฐควรเป็นพันธมิตรกัน ไม่ใช่คู่แข่ง” และ “ความเคารพซึ่งกันและกันคือหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ที่มั่นคง” และทั้งสองประเทศ “ควรช่วยกันผลักดันเรือลำใหญ่แห่งความสัมพันธ์นี้ให้มุ่งหน้าไปในเส้นทางที่ถูกต้อง”
.@POTUS: "The relationship between the American and Chinese people goes all the way back to America’s founding… two and a half centuries later, that first connection has grown into one of the most consequential relationships in world history." pic.twitter.com/7ZDwA7V3yf
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) May 14, 2026

ขณะที่ทรัมป์เรียกว่าสีคือ “เพื่อน” และกล่าวว่า การหารือที่มหาศาลาประชาชน “เป็นไปในเชิงบวกและสร้างสรรค์อย่างยิ่ง” พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ คือหนึ่งในความสัมพันธ์ซึ่งมีผลกระทบมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก” และทั้งสองประเทศ “มีโอกาสที่จะสร้างอนาคตแห่งความร่วมมือ และความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

ทั้งนี้ ผู้นำสหรัฐใช้โอกาสนี้กล่าวเชิญประธานาธิบดีจีน ให้เดินทางไปเยือนกรุงวอชิงตันอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24 ก.ย.นี้.
เครดิตภาพ : REUTERS



