จากกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงมติกรรมการเถรสมาคมคณะธรรมยุตที่1/2567 ว่าองค์กรนี้ตั้งขึ้นโดยกฎหมายใด และใช้อำนาจจากบทบัญญัติใดในการออกมติ มีกฎหมายรองรับหรือไม่ นั้น
พระวัฒนวชิรเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร เลขานุการเจ้าคณะภาค 17-18 (ธรรมยุต) กล่าวว่า คณะกรรมการคณะธรรมยุต เป็นกระบวนการบริหารจัดการภายใน เพื่อสนองงานเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต มิใช่องค์กรที่ตั้งขึ้นมาแทนมหาเถรสมาคม และมิใช่องค์กรที่ใช้อำนาจโดยปราศจากฐานรองรับ หากปฏิบัติหน้าที่ภายใต้พระธรรมวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม และระเบียบคณะธรรมยุตที่ใช้บังคับสืบต่อกันมา ระเบียบคณะธรรมยุต และคณะกรรมการคณะธรรมยุต มีมาเป็นลำดับ มิใช่เรื่องที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ และมีฐานอำนาจทางกฎหมายรองรับโดยถูกต้อง ดังนี้
1.สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในฐานะเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ได้ทรงออก “ประกาศคณะธรรมยุต เรื่อง ให้ใช้ประมวลระเบียบบริหารวัดธรรมยุต พุทธศักราช 2500” ประกาศ ณ วันที่ 28 ส.ค.2500 เพื่อวางหลักการบริหารวัดธรรมยุตให้เป็นระเบียบเรียบร้อย คณะกรรมการคณะธรรมยุตเกิดขึ้นในยุคนี้ และสมเด็จพระสังฆราช (อุฏฺฐายีมหาเถร) พระองค์ที่ 16 และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ พระองค์ที่ 18 ก็ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่สืบมา โดยทรงบริหารตามระเบียบฉบับเดิมที่มีผลบังคับใช้อยู่
2. ต่อมา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ในฐานะเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ได้ทรงปรับปรุงและวาง “ระเบียบคณะธรรมยุต พ.ศ.2544” โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2535 มาตรา 20 ทวิ และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23 พ.ศ.2541 ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ หมวด 2 ข้อ 6 (5) และข้อ 7 ประกอบมติที่ประชุมกรรมการบริหารคณะธรรมยุต ครั้งที่ 1/2544
3. ระเบียบคณะธรรมยุต พ.ศ.2544 ซึ่งบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้กำหนดให้มี “คณะกรรมการคณะธรรมยุต” โดยเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตเป็นผู้แต่งตั้ง พร้อมทั้งกำหนดองค์ประกอบ วาระ อำนาจหน้าที่ สำนักงานคณะธรรมยุต และเลขาธิการคณะธรรมยุตไว้อย่างชัดเจน
4. ดังนั้น สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบัน ในฐานะเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต จึงทรงมีอำนาจตามกฎหมาย กฎมหาเถรสมาคม และระเบียบคณะธรรมยุต ในการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะธรรมยุตชุดปัจจุบัน รวมทั้งมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในกิจการที่อยู่ในอำนาจของเจ้าคณะใหญ่ได้โดยชอบ
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการคณะธรรมยุตจึงเป็นคณะกรรมการที่มีฐานอำนาจรองรับโดยถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม และระเบียบคณะธรรมยุตที่ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน มิใช่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นโดยปราศจากอำนาจหรือหลักเกณฑ์รองรับ การแสดงความเห็นหรือดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่อสถานะ อำนาจหน้าที่ หรือความชอบด้วยระเบียบของคณะกรรมการดังกล่าว จึงควรกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะอาจกระทบต่อระเบียบ แนวปฏิบัติ และพระอำนาจหน้าที่ที่สมเด็จพระสังฆราชในอดีตได้ทรงวางไว้ และที่สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ปัจจุบันทรงใช้อำนาจโดยชอบตามกฎหมายอยู่ในปัจจุบัน
5. โดยสรุป ตำแหน่ง “เจ้าคณะใหญ่” เป็นตำแหน่งที่มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม สมเด็จพระสังฆราชในอดีต ในฐานะเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต จึงได้ทรงใช้พระอำนาจดังกล่าววางระเบียบการบริหารภายในคณะธรรมยุตตามเขตปกครอง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปโดยเรียบร้อย มีระบบ และต่อเนื่อง รวมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยดูแล กลั่นกรอง ปฏิบัติหน้าที่ และสนองงานแทนเจ้าคณะใหญ่ในบางเรื่อง ตามขอบเขตหน้าที่และอำนาจที่เจ้าคณะใหญ่มอบหมายโดยชอบ
ปัจจุบัน คณะกรรมการคณะธรรมยุตที่ได้รับแต่งตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี และมีการประชุมเป็นประจำทุกเดือนตามคำสั่งและระเบียบที่กำหนดไว้ เมื่อที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องใดแล้ว การมีมติหรือข้อเสนอใดๆ ย่อมกระทำในนามของ “คณะกรรมการคณะธรรมยุต” ตามผลการประชุม มิใช่เป็นการดำเนินการโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยลำพัง ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามระบบการบริหารงานที่เจ้าคณะใหญ่ได้ทรงวางไว้ และมอบหมายให้คณะกรรมการปฏิบัติหน้าที่สนองงานโดยชอบ
“คณะกรรมการคณะธรรมยุตไม่ได้ตั้งขึ้นมาแทนมหาเถรสมาคม และมิได้ใช้อำนาจโดยปราศจากฐานรองรับ หากเป็นกระบวนการบริหารจัดการภายในเพื่อสนองงานเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ภายใต้พระธรรมวินัย กฎหมายคณะสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม และระเบียบคณะธรรมยุตที่ใช้บังคับสืบต่อกันมา” พระวัฒนวชิรเมธี กล่าว



