กรณีเดลีโฟกัส ตามเกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง กระทั่งกรมป่าไม้ แจ้งความ ที่ บก.ปทส. เอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งนายทุน-เจ้าหน้าที่รัฐนอกรีต พร้อมเร่งดำเนินการเพิกถอน น.ส.3 ก.ที่ทับบนผืนป่า โดยเชื่อว่าเป้าประสงค์ของกลุ่มทุน เร่งระดมตัดไม้ใหญ่มีค่าทำลายสภาพป่าหวังเร่งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไว้รองรับโครงการเมกะโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” ล่าสุดหน่วยพยัคฆ์ไพร สนธิกำลังระดมขนไม้ซุงของกลางออกจากป่า พร้อมเร่งตรวจสอบแปลงที่ดินรุกป่าอย่างต่อเนื่อง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ บก.ปทส. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าชุดเฉพาะกิจหน่วยพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ นำหลักฐานการตรวจยึดพื้นที่ป่าที่ถูกบุก จำนวน 3 แปลง เนื้อที่ 81 ไร่ 36 ตร.ว. และบัญชีตรวจยึดไม้ 41 ท่อน ปริมาตร 115 ลบ.ม. เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน บก.ปทส. นายชาญชัย กล่าวว่า ในการตรวจสอบพบพื้นที่ป่า ที่อยู่นอกระหว่างแปลงที่ดิน ถูกบุกรุก จำนวน 4 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 128 ไร่ หลังจากนี้จะส่งมอบบันทึกสืบสวนก่อนและหลังเกิดเหตุ พร้อม “รายชื่อผู้ครอบครองที่ดิน” แยกรายแปลง ตามสารบบที่ดินทั้ง 105 แปลง ต่อพนักงานสอบสวน โดยเน้นกลุ่มการสืบสวนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มผู้ทำไม้ 2.กลุ่มผู้ที่อ้างเช่าที่ดิน และ 3.กลุ่มเจ้าของที่ดินซึ่งปรากฏตามเอกสาร (ในกลุ่มนี้จะเน้นแปลงที่มีการตัดถนนเป็นทางเข้า-ออกจากพื้นที่ป่า)

จากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่เขาปากเตรียมมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 5,000 ไร่เศษ เป็นพื้นที่แปลง น.ส.3 ก. จำนวน 105 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ และบางส่วนอยู่ในพื้นที่อุทยานแหลมสน หลังจากนี้จะได้มีการนำระวางแผนที่ มาตรวจสอบกับแปลงที่ดินทั้ง 105 แปลง ก็จะสามารถระบุได้ว่าเป็นพื้นที่ป่าที่แท้จริงจำนวนกี่ไร่ หรือว่าถูกบุกรุก โดยใช้ น.ส.3 ก. เข้ามาครอบครองไปแล้ว ยืนยันมาตลอดว่าเราจะให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ได้ที่ดินมาอย่างถูกต้อง และจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มที่ได้เอกสารสิทธิที่ออกมาโดยไม่ชอบเพื่อเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนของกรมที่ดินต่อไป
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นายสุระพงษ์ พรหมรักษ์ เป็น 1 ในผู้ถือครองที่ดิน น.ส.3 ก. บริเวณพื้นที่เขาปากเตรียม หมู่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ และเป็น 1 ในผู้ร้องเรียนให้มีการตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าและลักลอบตัดไม้แปลงที่ดิน น.ส.3 ก. ว่า ตนเป็นตัวแทนของกลุ่มชาวบ้านและผู้ที่ครอบครองที่ดิน ได้รับผลกระทบเนื่องจากมีการกำหนดเป็นพื้นที่หวงห้ามระหว่างการดำเนินการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำผิด มาตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค. 69 พวกตนในฐานะพยานได้ไปให้ปากคำกับตำรวจ บก.ปทส. เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เข้าใจดีว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ต้องเป็นไปอย่างรัดกุม การแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

“แต่พวกเรามิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกลับไม่สามารถดำเนินการใดๆ ในที่ดิน ที่ครอบครองอย่างถูกต้องได้ เข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นที่ป่าปากเตรียมมีความสลับซับซ้อน ปรากฏข้อเท็จจริงมาตั้งแต่ปี 2565 แต่ทำไมการทำงานเป็นไปด้วยความล่าช้า พวกเราจึงจะเตรียมทำหนังสือทวงถามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาไปยังอธิบดีกรมป่าไม้ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการตรวจสอบพื้นที่และนำไปสู่การดำเนินคดี โดยเฉพาะประเด็นการตรวจสอบที่ดินทั้ง 105 แปลง ถึงความถูกต้องชัดเจนทั้งในเรื่องการถือครองและการออกเอกสารสิทธิ”
นายสุระพงษ์ กล่าวต่อด้วยว่า ความหวังของพวกเราจึงอยู่ที่หน่วยงานราชการที่จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาและชี้แจงถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบ ผลจะออกมาอย่างไรนั้น พวกเราไม่ได้สนใจ แต่เราต้องการความชัดเจน ที่ผ่านมาเราเสียเวลาเสียประโยชน์จากการทำงานที่ล่าช้าของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องมานานพอมากแล้ว จนเมื่อมีหน่วยงานส่วนกลาง เข้ามาสนธิกำลังแก้ไขปัญหา มันคือความหวังของพวกเรา แต่ขณะนี้เวลาผ่านมาร่วมเดือนแล้วยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ พวกเราจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมป่าไม้, ตำรวจ ปทส. เร่งรัดการดำเนินคดีรวมถึงการตรวจสอบความชัดเจนในที่ดินให้เร็วมากขึ้น.



