ในระบบการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง  กรมสรรพากรนับเป็น“กล่องดวงใจ” เส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงรายได้เกือบทั้งประเทศ  เป้าหมายรายได้ล่าสุดของรัฐบาลปี 69 ปักหมุดไว้เกือบ 3 ล้านล้านบาท แต่สรรพากรกรมเดียวต้องแบกรับภารกิจเก็บเงินเข้าคลังสูงถึง 2.44 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมหาศาลทีเดียว

ถ้าเครื่องยนต์ตัวนี้เกิดสะดุดขึ้นมา ก็อาจสะเทือนถึงแผนการคลังไปในตัว และที่น่าตกใจกว่านั้นท่ามกลางวิกฤตการคลังเช่นนี้  สรรพากรกลับต้องเจอข่าวช็อกวงการ เมื่อ ดร.กุลยา ตันติเตมิท ตัดสินใจลาออกทิ้งเก้าอี้อธิบดี ทำให้องค์กรจัดเก็บภาษีอันดับหนึ่งตกอยู่ในสภาพ “ไร้แม่ทัพ” ท่ามกลางมรสุมรอบทิศ

การที่องค์กรใหญ่ขาดผู้นำตัวจริง ก็เป็นเรื่องน่าห่วงไม่น้อย แม้สรรพากรจะทำงานขับเคลื่อนด้วยระบบ  แต่เมื่อไร้คนกุมบังเหียน การจะขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่เป็น

ล่าสุด มีการตั้งที่ปรึกษาและรองอธิบดีถึง 9 คนมานั่ง “รักษาการ” ในช่วง 4-5 เดือนที่เหลือ แม้จะดูว่าจำนวนเยอะ หวังช่วยประคองให้การทำงานไปได้แบบไร้รอยต่อ แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติของระบบราชการย่อมรู้กันดีว่า มันเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ “สุญญากาศ” ขึ้นมาในหมู่ข้าราชการ

เพราะผู้รักษาการมักไม่กล้าทุบโต๊ะสั่งการอะไรที่ผูกพันระยะยาว ส่วนคนหน้างานก็อาจรู้สึกว่าไม่มีผลได้ผลเสียอะไรกับเก้าอี้ชั่วคราวที่กำลังจะเปลี่ยนมือ  แรงฮึดในการไล่บี้จัดเก็บรายได้อาจกระทบไปด้วย

สัญญาณเตือนเรื่องนี้ เริ่มเห็นชัด จากการสั่งยกเลิกการประชุมสรรพากรภาคและสรรพากรจังหวัดทั่วประเทศรอบกลางปี ซึ่งรู้กันดีว่านี่ไม่ใช่แค่การประชุมธรรมดา แต่เป็นเวทีสำคัญที่จะอัปเดตติดตามผลการจับเก็บรายได้ และเป็นจังหวะที่ผู้บริหารจะใช้โอกาสนี้คอย “ขันน้อต” เร่งสปีด ปรับกลยุทธ์การทำงานในช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อทำรายได้ให้เข้าเป้า

จริงอยู่ที่ผลงานในช่วง 6-7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568 – เม.ย. 2569) จะออกมาสวยหรูจนน่าชื่นชม โดยกวาดรายได้สะสมมาได้ถึง 1.184 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีก่อนถึง 4% และสูงกว่าเป้าหมาย 22,862 ล้านบาท  

แต่ในอีก 5 เดือนข้างหน้า (พ.ค. – ก.ย. 2569) ขอบอกว่า เจอวิกฤตของจริง ซึ่งไม่รู้ว่าสถานการณ์จะออกหัวหรือก้อย เมื่อเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณชะลอตัวแรง จนหลายสำนักต้องหั่นคาดการณ์จีดีพีปีนี้ลง เหลือเพียง 1.5-1.6% ซ้ำร้ายยังโดนวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพคอยซ้ำเติมอีก อาจส่งผลกระทบลูกโซ่ทำให้รายได้สรรพากรปีนี้หลุดเป้าได้

โดยเฉพาะที่สปอตไลท์ ส่องลงมาเป็นพิเศษคือ “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” กำลังเข้าสู่รอบการยื่นแบบและจัดเก็บในช่วงเดือนพ.ค.-ส.ค. ซึ่งภาษีนิติบุคคลนี้ คือ ขุมทรัพย์หลักที่ทำรายได้ให้สรรพากรถึงปีละ 6.5–7.5 แสนล้านบาท  คิดเป็น 1 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมด  ดังนั้น ด้วยสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ก็น่าห่วงไม่น้อยทีเดียว ที่การเก็บรายได้ส่วนนี้อาจไม่ถึงเป้าที่ตั้งใจไว้

คำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ ช่วงนี้ว่า ไทยกำลังเสี่ยงเจอ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”  คำกล่าวนี้ได้ลามเข้ามาเขย่ากรมสรรพากร ให้เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตเช่นกัน เพราะนอกจากเผชิญกับวิกฤต “ไร้ผู้นำ” แล้ว ยังโดนทับซ้อนด้วย “วิกฤตเศรษฐกิจ” อีก จึงน่าจับตาไม่น้อยหากสรรพากร อยู่ในภาวะสุญญากาศเช่นนี้ ผลเก็บรายได้ทั้งปีจะเป็นอย่างไร และกระทบต่อฐานะการคลังแค่ไหน

การหาแม่ทัพตัวจริงขึ้นมาขัดตาทัพชั่วคราวไปก่อน 4-5 เดือน ย่อมดีกว่าปล่อยให้เรือใหญ่ ไร้หางเสือนำทาง