เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ แพทย์เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ โพสต์ข้อความลงในเพจ  หมอเก่งกระดูกและข้อ ให้ความรู้เรื่องสุขภาพ โดยมีเนื้อหาว่า  โหนบาร์ แก้ปวดหลัง… สรรพคุณเทวดา หรือความเชื่อที่อันตราย?

“หมอครับ เพื่อนแนะนำว่าปวดหลังให้ไปโหนบาร์ทิ้งตัวลงมา มันจะช่วยยืดกระดูกให้หายปวดได้จริงไหมครับ?”

นี่คือคำถามยอดฮิตที่ผมเจอในคลินิกแทบทุกสัปดาห์ครับ ล่าสุดมีคนไข้ท่านหนึ่งชื่อ “พี่วิชัย” (นามสมมุติ) อายุประมาณ 45 ปี พี่วิชัยเป็นพนักงานออฟฟิศที่นั่งทำงานนานจนปวดหลังร้าวลงขา แกไปอ่านเจอในเน็ตมาว่าการโหนบาร์คือการ “ดึงหลัง” แบบธรรมชาติ แกเลยไปซื้อบาร์มาติดประตูบ้านแล้วโหนทิ้งตัวแรงๆ ผลปรากฏว่าเช้าวันต่อมา พี่วิชัยลุกไม่ขึ้นครับ ปวดแปลบจนน้ำตาเล็ด ต้องให้แฟนหามมาหาหมอ

ผมเลยอยากใช้โอกาสนี้เล่าความจริงให้ฟังว่า การโหนบาร์นั้น “มีทั้งคุณและโทษ” อยู่ที่ว่าคุณโหนถูกวิธี และโหนในจังหวะที่ร่างกายพร้อมหรือเปล่าครับ

ความจริงที่แผ่นหลังอยากบอกคุณ

เวลาที่เราปวดหลัง โดยเฉพาะพวกหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สาเหตุหลักๆ คือ “แรงกดทับ” ครับ หมอนรองกระดูกของเราเปรียบเหมือน “โดนัทสอดไส้เจลลี่” ที่อยู่ระหว่างข้อกระดูกสันหลัง เมื่อเรานั่งนานๆ หรือยกของหนัก แรงกดจะทำให้เจ้าเจลลี่นี่มันปลิ้นออกมาสะกิดเส้นประสาท จนเราปวดร้าวลงขา

การโหนบาร์ ในทางทฤษฎีคือการใช้แรงโน้มถ่วงของโลกช่วย “ดึง” (Traction) ให้ช่องว่างระหว่างข้อกระดูกสันหลังกว้างขึ้นชั่วคราว เพื่อให้หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นอยู่มีโอกาส “หด” กลับเข้าที่ หรือลดแรงกดทับลง แต่นั่นคือภาพในอุดมคติครับ ในความเป็นจริงมันมีรายละเอียดมากกว่านั้นเยอะ

 โรคปวดหลังจากการกดทับ คืออะไร?

ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ให้ลองนึกถึง “โช้คอัพรถยนต์” ครับ เมื่อใช้งานมานานหรือรับน้ำหนักเกิน โช้คจะทรุดจนกระแทกกันแรงๆ

– สาเหตุและการเกิดโรค: ส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย พฤติกรรมการนั่งที่ผิดสุขลักษณะ หรือการบาดเจ็บจากการยกของหนัก ทำให้หมอนรองกระดูกสูญเสียความยืดหยุ่นและบางลง

– กลไกการเกิด (Pathogenesis): เมื่อกระดูกสันหลังเบียดกัน แผ่นพังผืดรอบๆ จะหนาตัวขึ้น หรือหมอนรองกระดูกจะยื่นออกมาข้างหลัง ซึ่งเป็นบริเวณที่มีเส้นประสาทวิ่งผ่านพอดี

– อาการ: ปวดตื้อๆ บริเวณเอว, ปวดร้าวลงสะโพกหรือขา, รู้สึกชาที่เท้า หรือในรายที่รุนแรงอาจจะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขา

 โหนบาร์ช่วยได้จริงไหม?

คำตอบคือ “ช่วยได้ในบางราย และอาจทำร้ายในหลายราย” ครับ

1. ถ้าคุณแค่กล้ามเนื้อตึง: การโหนบาร์แบบยืดตัวเบาๆ (Active Hanging) จะช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังและสะบักที่หดเกร็งจากการนั่งนานๆ ได้ดีมากครับ

2. ถ้าคุณเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท:

– ข้อดี: ลดแรงกดชั่วคราวขณะโหน

– ข้อเสีย: เมื่อคุณ “ปล่อยมือ” และเท้ากระแทกพื้น แรงกดจะกลับมาทันทีและอาจแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ! นอกจากนี้ ถ้ากล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังไม่แข็งแรงพอ การโหนทิ้งตัวแรงๆ อาจทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint) เกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบเฉียบพลันได้เหมือนเคสพี่วิชัยครับ

 ใครบ้างที่ “ห้าม” โหนบาร์สุ่มสี่สุ่มห้า?

ก่อนจะกระโดดคว้าบาร์ เช็กตัวเองก่อนนะครับ:

– คนที่มีอาการปวดร้าวลงขาชัดเจน: หรือมีอาการชา อ่อนแรง การโหนอาจทำให้เส้นประสาทถูกยืดกระชากจนอักเสบหนักกว่าเดิม

– ผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุน: แรงดึงที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อรอบกระดูกได้

– คนที่มีปัญหาไหล่หลุดง่ายหรือเอ็นไหล่อักเสบ: การโหนบาร์ใช้แรงจากไหล่เยอะมาก ปวดหลังอาจไม่หาย แต่อาจได้ปวดไหล่เพิ่มมาเป็นของแถมครับ

– คนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไป: แรงดึงจากน้ำหนักตัวที่มากเกินจะทำลายข้อต่อมากกว่าที่จะช่วยยืดครับ

 แนวทางการรักษา: ทางสายกลางที่ปลอดภัย

ถ้าปวดหลัง หมอแนะนำให้เริ่มจากวิธีที่ชัวร์กว่าครับ:

– ปรับพฤติกรรม (Ergonomics): ปรับเก้าอี้ทำงาน ลุกยืดเส้นยืดสายทุก 45 นาที

– การทำกายภาพบำบัด: การดึงหลังด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ (Mechanical Traction) ปลอดภัยกว่าการโหนบาร์ เพราะนักกายภาพสามารถควบคุม “แรงดึง” ที่พอเหมาะกับน้ำหนักตัวและอาการของคุณได้เป๊ะๆ

– การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของแกนกลาง (Core Muscle): เช่น ท่าแพลงก์ (Plank) หรือโยคะบางท่า วิธีนี้เป็นการสร้าง “เกราะป้องกัน” ให้กระดูกสันหลังในระยะยาวครับ

– การรักษาด้วยยา: ใช้ยาแก้ปวดลดอักเสบตามความเหมาะสม

– การรักษาด้วยเทคโนโลยีใหม่: เช่น การทำ Shockwave หรือการฉีดยาลดการอักเสบภายใต้อัลตราซาวด์นำทาง เพื่อระบุจุดที่ปวดให้แม่นยำที่สุดโดยไม่ต้องผ่าตัด

 พยากรณ์โรค: จะกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ไหม?

อาการปวดหลังส่วนใหญ่ 90% หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ การดำเนินโรคมักจะเป็นๆ หายๆ ตามพฤติกรรมของเรา หากเราดูแลกล้ามเนื้อแกนกลางให้แข็งแรง และเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง โอกาสที่โรคจะกลับมาเป็นซ้ำก็น้อยลงมากครับ

 สรุป

การโหนบาร์ “ไม่ใช่ทางออกสำหรับทุกคน” ครับ หากคุณอยากลอง แนะนำให้เริ่มจากการ “เขย่งเท้า” ไว้บนพื้นก่อน อย่าเพิ่งทิ้งตัวทั้งหมด เพื่อดูว่าร่างกายรับแรงดึงได้แค่ไหน แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด การตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงกับหมอกระดูกก่อนเริ่มออกกำลังกายแบบสุดโต่ง จะช่วยให้คุณไม่ต้องเจ็บตัวฟรีเหมือนพี่วิชัยครับ