ซึ่งในส่วนของบัตรเลือกตั้งนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ย้ำชัดว่าบัตรเลือกตั้งรอบนี้ไม่มีบาร์โค๊ด คิวอาร์โค๊ด แน่นนอน
สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่า ฯ กทม.รอบนี้ สมรภูมิร้อนฉ่าเหมือนเดิม เพราะตัวเต็งมากันเพียบ ไม่ว่าเป็น “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ คนปัจจุบัน ที่ประกาศไปกันต่อยาวๆ กับสมัยที่ 2 ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า กับการเป็นผู้ว่าฯ สมัยแรก ทำผลงานเข้าตาพอสมควร แม้จะมีข้อวิพากษ์วิจารย์ไปไม่น้อย แต่ผลงานไม่ถือว่าน่าเกลียด โดยเฉพาะการเปิด “ทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue) เอาไว้รับเรื่องร้องเรียน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาถึงระดับเส้นเลือดฝอยของกทม.ถือว่าจุดติด ทำให้ตอนนี้จึงดูเหมือนว่าจะนำคู่แข่งไปหลายก้าวอยู่พอสมควร
แต่จะรักษาเก้าอี้ไว้ได้ในสมัยที่ 2 หรือไม่ ก็ยังต้องมาลุ้น เพราะคู่ชิงรอบนี้ก็ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น “ดร.โจ–ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” จากพรรคประชาชน ถึงเจ้าตัวจะหลุดปากบอก ลงสมัครเพราะคนที่พรรคเล็งไว้ อย่างวิโรจน์ ลักขณาอดิสรณ์ ยังมีชนักติดหลังเป็นคดี 112 อยู่
อย่างไรก็ตามถ้าว่ากันแล้ว ดร.โจ เองก็เป็นคนมีของ ที่สำคัญเลย นักรบเมื่อลงสนามแล้วใครมันจะไม่สู้ ถึงได้เห็นการประกาศกร้าวกับแคมเปญ “กรุงเทพดีกว่านี้ได้” เกทับกันไปเลย หวังยึดหัวหาดเบ็ดเสร็จ หลังจากที่ได้ความมั่นใจที่การเมืองสนามใหญ่ก็กวาดสส.ส้มได้ทุกเขตไปแล้ว เรียกว่าถ้าสามารถประสานภายนอก ภายในได้ กรุงเทพจะดีกว่านี้แน่
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในสถานะเดียวกับพรรคประชาชน คือต้องชิงฐานเสียงสีฟ้าเมืองกรุงกลับมาให้ได้ ก่อนหน้านี้เลยต้องเฟ้นหาตัวผู้สมัครที่เก่งรอบด้านแทบพลิกแผ่นดิน มีแง้มๆ ออกมา 2 ชื่อ ก่อนสะเด็ดน้ำ วันที่ 16 พ.ค. หวยออกที่ “อนุชา บูรพชัยศรี” อดีตสส.คลองเตย พ่วงด้วยประสบการณ์ทำงานการเมืองระดับชาติ ก็นำทีมผู้ท้าชิงฐานเสียงสีฟ้าในพื้นที่เมืองกรุงคืน ชู “เมืองฟ้าอมร AND MORE” ตั้งใจทำกรุงเทพฯ ให้เป็นได้มากกว่านี้ “สะดวก สะอาด สบาย และ and more” นี่คือเป้าหมาย
มาที่ฟากของผู้สมคัครอิสระก็ไม่ธรรมดา อย่างดร.มัลลิกา บุญมีตรระกูล นี่ก็อดีตลูกหม้อพรรคประชาธิปัตย์ ฝีไม้ลายมือก็ไม่ธรรมดา ที่ช่วงนี้หันมาเอาดีในการเป็นไลฟ์ฝีปากแซ่บ ปะฉะดะเรื่องแบบไม่เกรงกลัวอิทธิพลมี ถือว่าเป็นอีกหนึ่งผู้สมัครที่น่าจับตา นอกจากนี้ยังมีผู้สมัครอีกหลายๆ คนรวมถึง “เต้ –มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” ที่เพิ่งตั้งพรรคการเมืองใหม่ ก็หวังเห็นกทม.บินได้ เลยเล็งส่งผู้สมัคร มาเป็นตัวเลือกติดปีกให้คนเมืองหลวง
ส่วนพรรคการเมืองใหญ่อย่างเพื่อไทย สนามนี้มาแนวใหม่ ขอรับบทเสือหมอบ จนทำให้บรรดาผู้ที่คาดหวังจะลงสมัคร สมาชิกสภากรุงเพพ แตกกระสานซ่านเซ็นปังกัดค่ายใหม่กันเพียบ
ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสนามการเมืองที่มีความดุเดือดไม่แพ้สนามการเมืองใหญ่ วันนี้เมื่อ “ชัชชาติ” ดาวเด่นที่ทำคะแนนมาอย่างแข็งแกร่ง ถูกท้าทายโดย “ดาวดวงใหม่” ที่มาพร้อม “ความหวังว่าจะมีสิ่งที่ดีกว่าเป็นอยู่นี้ได้” ดังนั้นจุดพลิกผันมีเยอะ อะไรที่ว่าแน่ ก็ไม่แน่เสมอไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้นำใหม่อย่างไร บ้านนี้เมืองนี้ กรุงเทพมหานครแห่งนี้จะดีขึ้นได้ “คนกรุง” ก็ยิ่งมีส่วนไม่น้อยไปกว่ากัน อย่าง “การจราจร” เปลี่ยนผ่านผู้ว่าฯ มากี่ยุคสมัย ก็ยังเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ได้ รถติดซ้ำซาก แถมหนักขึ้นทุกวัน “วินัยการจราจร” ของคนใช้รถใช้ถนนย่ำแย่ ฝ่าฝืนกฎ ล่าสุดเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่รถไฟชนรถเมล มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตจำนวนมาก จึงหวังว่านี่จะเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่าย สร้างโอกาสเปลี่ยนแปลงกรุงเทพให้ดีขึ้น.



