วันที่ 18 พ.ค. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า จากข้อหารือของกลุ่มผู้บริหารระดับซีอีโอ ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ภาคธุรกิจ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ที่ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอที่เป็นเรื่องระยะกลาง ส่วนระยะสั้นให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการแก้ไข โดยย้ำว่าเรื่องที่ซีอีโอคุยกันกับรัฐบาลไม่ได้พูดถึงเรื่องตัวเอง แต่เป็นเรื่องที่พูดถึงแต่คนตัวเล็กว่าจะทำอย่างไร

ทั้งนี้สิ่งที่ซีอีโอเสนอ เช่น การควบรวมกิจการให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อยกระดับไปแข่งขันกับต่างประเทศได้ และในเรื่องจัดการธุรกิจสีเทาที่กระทบกับภาคธุรกิจของไทยที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ และธุรกิจที่เป็นสีขาว มีภาคการผลิตสินค้าที่มาจากจีน ในธุรกิจกลุ่มนี้จะต้องหาแนวทางแข่งขันให้ได้ด้วย โดยอาจมีการปรับกฎระเบียบ การใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

นายดนุชา กล่าวว่า หลังจากนี้จะนำความเห็นของซีอีโอเข้านำเสนอและหารือใน คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยจะมีภาคเอกชนและภาครัฐเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ในกลุ่มนี้ 7-8 คน และขับเคลื่อนคล้ายกับคณะของ Reinvent Thailand

“กรอ.จะมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมในอดีต โดยจะให้เอกชนกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเท่านั้น จะเป็นในลักษณะกลุ่มเล็กๆ อาจมีอยู่หลายกลุ่ม เพราะมองว่าถ้าเป็นกลุ่มใหญ่จะทำให้เคลื่อนตัวยาก เนื่องจากในตอนนี้ต้องการความเร็วในการขับเคลื่อน”

ขณะที่ในส่วนของเอสเอ็มอีที่มีปัญหา หลังจากพูดคุยทางสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยได้เสนอเงินทุนพุ่งเป้าไปที่ช่วยเหลือระดับ Small Micro SME เพื่อให้สามารถทำธุรกิจต่อได้ ขึ้นอยู่กับประชาชน ช่วยกันซื้อสินค้าไทย เพื่อให้กลุ่มเอสเอ็มอีทำธุรกิจต่อไปได้

ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า ซีอีโอได้มีข้อเสนอ 4 เรื่องหลัก เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ คือ เร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำและพลังงานสะอาด และเตรียมความพร้อมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้ขาดแคลนน้ำในช่วงปลายปี และเร่งลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยีเอไอ

นอกจากนี้เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เช่น ภาคธนาคารเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาคโดยสนับสนุนการควบรวมกิจการเพื่อให้ธุรกิจไทยมีความแข็งแกร่งและใหญ่พอที่จะแข่งขันในระดับนานาชาติได้ โดยสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า จากวิกฤติตะวันออกกลาง อาจได้รับผลกระทบอาจมีคนย้ายเข้ามาอยู่ในภูมิภาคอาเซียน เป็นโอกาสทำให้ภาคการเงินของไทยเข้มแข็งขึ้น แต่ไม่ใช่ควบรวมในภาคการเงินเพียงอย่างเดียว จะมีการควบรวมให้เข้มแข็งขึ้นในหลายธุรกิจ เพื่อผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้ ทำให้ธุรกิจเข้มแข็งและใหญ่พอที่จะแข่งขันในภูมิภาคได้

ขณะที่สุดท้ายการปลดล็อกอุปสรรคและกฎระเบียบ ภาคเอกชนเสนอให้แก้ไขปัญหาการขอใบอนุญาตที่ล่าช้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ดินและลำรางสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว