วันที่ 19 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องเป็นระลอก โดยเริ่มจากวิกฤติพลังงานจากสงคราม นำไปสู่วิกฤติต้นทุน ซึ่งรัฐได้ออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มไปก่อนหน้านี้ 

แต่ขณะนี้ไทยกำลังเข้าสู่วิกฤติระลอกที่ 3 คือ “วิกฤติของแพง” สะท้อนจากตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายนที่ขยับขึ้นไปที่ 2.9% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก

หากไม่เร่งแก้ไขจะนำไปสู่วิกฤติกำลังซื้อ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจปิดตัวและเกิดปัญหาคนตกงานตามมา โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงถูกออกแบบมาเพื่อประคับประคองประชาชนและธุรกิจรายย่อยให้สามารถรองรับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้

สถานการณ์ปัจจุบันอยู่ในสภาวะที่ต้นทุนการผลิตเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าหากไม่มีมาตรการนี้เข้ามาแทรกแซง อัตราการว่างงานของประเทศอาจดีดตัวสูงขึ้นจากเดิมที่ประมาณ 1% ไปแตะระดับ 12% ได้ 

นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจพุ่งสูงถึง 5% จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 3% ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นทั่วโลก

ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนของโครงการจะมาจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งได้รับความเห็นชอบและประกาศใช้ตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แบ่งการช่วยเหลือออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน ดังนี้

1.กลุ่มผู้มีรายได้น้อย (ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน)

  • รัฐบาลจะเพิ่มวงเงินช่วยเหลือเป็น 1,000 บาทต่อเดือน (จากเดิม 300 บาท เพิ่มให้อีก 700 บาท)
  • ระยะเวลาดำเนินการ 4 เดือน (มิถุนายน–กันยายน) สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ร้านธงฟ้า
  • จะมีการเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อให้ฐานข้อมูลแม่นยำและครอบคลุมคนจนที่อาจตกหล่นอยู่รอบนอกระบบ

2.กลุ่มคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือน (มาตรการ 60/40)

  • ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 30 ล้านคน
  • รัฐบาลช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
  • กำหนดเกณฑ์อายุ 18 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นผู้อยู่ในตลาดแรงงาน
  • เน้นการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยไม่รวม ร้านค้าบริการ เช่น ร้านทำผม ทำเล็บ หรือร้านนวด

นายลวรณ กล่าวว่า ประชาชนจะได้รับวงเงินสนับสนุนจากรัฐบาล เดือนละ 1,000 บาท ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน โดยมาตรการนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ ยอดเงินจะไม่สะสม หมายความว่าหากผู้สิทธิใช้เงินไม่ครบ 1,000 บาทภายในเดือนนั้น ๆ วงเงินส่วนที่เหลือจะถูกตัดทิ้งทันที ไม่สามารถยกยอดไปใช้ในเดือนถัดไปได้

“ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายเดิม) ไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่ โดยระบบจะเพิ่มวงเงินให้โดยอัตโนมัติและเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป”

มาตรการนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เนื่องจากเป็นการเผชิญกับ “วิกฤติโลก” ที่มีความไม่แน่นอนสูง หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป คณะกรรมการโครงการพร้อมที่จะทบทวนเงื่อนไขเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ความพิเศษของโครงการนี้คือการนำ AI มาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยผ่านฟีเจอร์ “นกกระซิบ” เพื่อยกระดับธุรกิจสู่ดิจิทัล

  • วิเคราะห์ยอดขาย: ช่วยร้านค้าดูช่วงเวลาที่ขายดีเพื่อบริหารสต๊อกและพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เช็กราคาวัตถุดิบ: เชื่อมข้อมูลจากกรมการค้าภายในเพื่อเปรียบเทียบราคาหมู ไก่ เนื้อ ให้ร้านค้าบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น
  • เข้าถึงแหล่งเงินทุน: ข้อมูลการค้าขายผ่านแอป จะถูกสร้างเป็น Statement ดิจิทัล เพื่อใช้ยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารรัฐได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ

กำหนดการและช่องทางลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส มาตรการ 60/40

  • ประชาชนทั่วไป: ลงทะเบียนวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00-22.00 น. ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง คลิกแบนเนอร์ไทยช่วยไทยพลัส
  • ร้านค้าเดิม: ยืนยันสิทธิผ่านแอป “ถุงเงิน” ได้ทันที
  • ร้านค้าใหม่: ลงทะเบียนวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือผ่านเว็บไซต์
  • การเริ่มใช้จ่าย: เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป ส่วนระบบ Food Delivery จะเริ่มใช้ได้ในวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

รายละเอียดเพิ่มเติม: เว็บไซต์ ไทยช่วยไทยพลัส.th