หลังจาก “พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ” อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการตรวจสอบเอกสารการขนส่งน้ำมัน โดยระบุว่า กรณีโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่งในประเทศไทย อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หลังกรมธุรกิจพลังงานได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีจากความผิดปกติของใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือจำนวน 166 ฉบับ
ทั้งนี้โรงกลั่นที่อยู่ในข่ายตรวจสอบประกอบด้วย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งการกระทำดังกล่าวยังไม่เข้าข่ายคดีกักตุนน้ำมัน แต่ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ประกอบประกาศกรมธุรกิจพลังงาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท โดยพนักงานสอบสวนจะพิจารณาเป็นรายกรรม เนื่องจากเอกสารแต่ละฉบับถือเป็นความผิดแยกกัน
หลังจากมีข่าวออกมา ล่าสุดโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ทั้งบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ได้ออกหนังสือชี้แจงในกรณีดังกล่าว โดยระบุใจความสำคัญว่า บริษัทฯ ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการเข้าตรวจสอบ การส่งมอบข้อมูล เอกสาร และรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบกระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่า การดำเนินงานของโรงกลั่นมีระบบควบคุม ตรวจสอบ และบันทึกข้อมูลด้านการผลิต การจัดเก็บ และการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ดำเนินการกลั่น และส่งมอบน้ำมันออกจากโรงกลั่นตามแผนการขายและส่งมอบอย่างครบถ้วน และได้เปิดเผยข้อมูลให้แก่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และอยู่ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาโดยตลอด โดยในช่วงสถานการณ์วิกฤติที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังคงดำเนินการผลิตและส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศ และช่วยรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับประชาชนและภาคเศรษฐกิจ โดยยึดมั่นในพันธกิจการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเป็นสำคัญสูงสุด
บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่ากระบวนการตรวจสอบของภาครัฐจะดำเนินไปตามข้อเท็จจริง ด้วยความเป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน



