น.ส. แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยหลังมอบโยบายให้ผู้บริหารของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เพื่อขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดโลจิสติกส์ ว่า จากการรับฟังรายงานผลการดำเนินงานและแผนงานในอนาคตของไปรษณีย์ไทย ยอมรับว่าที่ผ่านมาองค์กรมีความพยายามอย่างดียิ่งในการยกระดับธุรกิจทุกมิติ อย่างไรก็ดีในยุคปัจจุบันที่ภาคเอกชนเข้ามาแข่งขันตัดราคาอย่างรุนแรงจนโครงสร้างราคาแทบไม่สามารถทำกำไรได้ ไปรษณีย์ไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์จากการเป็นผู้ให้บริการขนส่งทั่วไป สู่การเป็น “พันธมิตรหลัก” หรือพาร์ทเนอร์ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในระดับประเทศ โดยได้สั่งการให้เร่งรวบรวมรายชื่อกิจกรรมและงานแสดงสินค้า หรือ อีเว้นท์ ของทุกกระทรวงและทุกกรม เพื่อเตรียมทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ให้ไปรษณีย์ไทยเป็นผู้ให้บริการขนส่งหลัก แทนการขอความร่วมมือเป็นรายปีซึ่งไม่มีความมั่นคงทางธุรกิจ
ซึ่งในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดุแล ปณท ได้เริ่มเจรจาเบื้องต้นกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) เพื่อผลักดันให้สินค้า OTOP ทั่วประเทศใช้บริการของไปรษณีย์ไทยเป็นทางเลือกแรก โดยตั้งเป้าดึงส่วนแบ่งยอดขายออนไลน์ของสินค้าชุมชนที่ปัจจุบันกระจายอยู่ในแพลตฟอร์มอื่นกว่า 300-400 ล้านบาทต่อปี ให้เพิ่มเข้ามาขายอยู่บนแพลตฟอร์ม Thailandpostmart ของไปรษณีย์ไทยด้วย ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มมียอดขายราว 700 ล้านบาท เพื่อขยายฐานรายได้ รวมไปถึงจะไปคุยกับ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสินค้า เมด อิน ไทยแลนด์ นำสินค้ามาขายบนแพลตฟอร์ม ไทยแลนด์โพสต์มาร์ทด้วย โดยใช้ประโยชน์จากคะแนนความพึงพอใจของผู้ใช้บริการไปรษณีย์ไทยที่สูงถึง 98% มาเป็นเครื่องการันตีคุณภาพที่เหนือกว่าคู่แข่งรายย่อย

“ปัจจุบันสถานการณ์ตลาดขนส่งมีการแข่งขันอย่างรุนแรงของภาคเอกชน จึงได้ให้ทางผู้บริหารของ ปณท ต้องหาผลิตภัฑณ์และบริการอื่นๆ เพื่อปรับตัว เนื่องจากคงไม่สามารถลงไปแข่งขันเรื่องราคาที่ต่ำกว่าทุนได้ แต่ใช้จุดแข็งเรื่องคุณภาพบริการ และการขนส่งที่ตรงต่อเวลา สินค้าไม่เสียหาย และการส่งที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งภาคเอกชนไม่สามารถทำได้” น.ส. แนน กล่าว
น.ส. แนน กล่าวต่อว่า ขณะเดียวการการส่งเอกสารของหน่วยงานราชการที่ปัจจุบัน ปณท เป็นผู้ให้บริการหลัก จะลดลงในอนาคต เนื่องจากฐบาลมีนโยบายใช้ระบบดิจิทัลและลดการใช้กระดาษ (Paperless) ซึ่งจะทำให้รายได้ส่วนนี้ลดลงอย่างมาก จึงได้มอบโจทย์ใหญ่ให้ไปรษณีย์ไทยเร่งหาธุรกิจใหม่เข้ามาทดแทน อาทิ “ตลาดเครื่องประดับและอัญมณี” ซึ่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกที่สำคัญของโลกและมีมูลค่าสูงมาก โดยผู้ประกอบการกลุ่มนี้ต้องการระบบขนส่งที่มีความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งไปรษณีย์ไทยมีจุดแข็งในเรื่องนี้ จึงควรเข้าไปจับมือกับกลุ่มผู้จัดงานแฟร์อัญมณีระดับนานาชาติ ขยายสู่กลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนัก

ขณะเดียวกันการลดต้นทุนด้านพลังงานนั้น จะมีการสนันสนุนแนวทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของบุรุษไปรษณีย์ไทยที่มีอยู่กว่า 25,000 คน ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ยังใช้รถส่วนตัว โดยรัฐบาลมีงบประมาณก้อนที่สองจำนวน 2 แสนล้านบาทจากเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่เตรียมอนุมัติผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด จึงสั่งการให้ไปรษณีย์ไทยเร่งสำรวจความต้องการของบุรุษไปรษณีย์เพื่อรวบรวมเป็นออร์เดอร์ล็อตใหญ่ ซึ่งจะช่วยลดราคารถ EV ลงได้อีก และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมันให้แก่บุรุษไปรษณีย์ไทยด้วย
สำหรับในส่วนการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset) เห็นว่าสินทรัพย์หรือที่ดินของไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศที่ไม่ได้ใช้งาน ควรนำมาเปิดให้เช่าทำกิจกรรม จัดอีเวนต์ หรือทำเป็นพื้นที่สำนักงาน เพื่อเปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็นรายได้กลับคืนมาบำรุงรักษาองค์กร ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ให้ทรุดโทรมซึ่งจะต้องเสียงบประมาณในการรีโนเวทสูงกว่าเดิมในอนาคต ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริการพรีเมียม อาทิ การเปิดให้เลือกเลขรหัส Digital Post ID หรือ รหัสประจำที่อยู่ดิจิทัล ที่กำลังจะเปิดให้บริการ สำหรับกลุ่มลูกค้าเฉพาะ ที่ต้องการเลขสวย เหมือนเช่น เลขทะเบียนรถ ฯลฯ
นอกจากนี้ในส่วนของ แสตมป์ที่ระลึก ที่ปัจจุบัน นักสะสมลดน้อยลง ควรจะปรับโฉมแสตมป์ไทยให้กลายเป็นของฝากพรีเมียมระดับสากล ของสะสม และของขวัญทางการทูต ซึ่งล่าสุดมีการนำแจกในที่ประชุม ครม. โดยยืนยันว่ากระทรวงดีอีพร้อมสนับสนุนและผลักดันทุกโครงการเพื่อพลิกโฉมไปรษณีย์ไทยยุคใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

อย่างไรก็ตามสำหรับในส่วนของ ร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการไปรษณีย์ ฉบับใหม่ อยู่ในขั้นตอน ที่กระทรวงดีอีกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจต้องมีการทบทวนรายละเอียดบางส่วน เพื่อให้ออกมาเป็นกฎหมายที่ส่งเสริมการทำธุรกิจของ ปณท และตลาดโลจิสติกส์
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยพร้อมขับเคลื่อนองค์กรตามนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม โดยจะเร่งต่อยอดศักยภาพของ ThailandPostMart ให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และ OTOP ให้เข้าถึงช่องทางการตลาดที่กว้างขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรในหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมสร้างโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ ไปรษณีย์ไทยจะเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายขนส่ง และการใช้ประโยชน์จากศักยภาพ ของเครือข่ายไปรษณีย์ไทยและบุรุษไปรษณีย์ทั่วประเทศในการต่อยอดบริการและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลจิสติกส์ที่มีการแข่งขันสูง

“ไปรษณีย์ไทยพร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรให้สามารถตอบโจทย์ทั้งประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ การต่อยอดจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนการดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ และเสริมความแข็งแกร่งให้ไปรษณีย์ไทยในฐานะผู้นำด้านโลจิสติกส์ของประเทศ” ดร.ดนันท์ กล่าว



