จากกรณีอุบัติเหตุรถไฟขนส่งสินค้า พุ่งชนรถโดยสารปรับอากาศประจำทาง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บอีก 30 ราย เหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา ตามที่ได้เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 20 พ.ค. บริเวณริมทางรถไฟ สถานีรถไฟอโศก ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุสลด ญาติของ นายทีฆา อุตมากร หรือ แทน อายุ 35 ปี ประกอบด้วยพ่อ แม่ ป้า และกลุ่มเพื่อน เดินทางมาเชิญดวงวิญญาณ โดยนิมนตร์พระมาจากวัดตรีทศเทพวรวิหาร 1 รูป เพื่อประกอบพิธี พร้อมทั้งนำน้ำ อาหารและขนมมาประกอบพิธี โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ภายหลังจากการเชิญวิญญาณเสร็จ ครอบครัวได้เดินทางไปรับศพที่สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ ก่อนจะเดินทางต่อไป วัดตรีทศเทพวรวิหาร เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา
ทั้งนี้ ก่อนเริ่มพิธี น.ส.วชิรา สร้อยนาค คุณป้าของแทน กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือมีน้ำตาคลอว่า ขณะนี้ครอบครัวต้องยอมรับความจริง ว่าได้สูญเสียหลานชายอันเป็นที่รักไปแล้ว ซึ่งยังไม่อยากพูดถึงการเยียวยา เพราะเพิ่งสูญเสียหลานชายอันเป็นที่รักไป โดยเหตุกาณ์นี้ กระทบกระเทือนจิตใจพ่อแม่ของน้อง และทุกคนเจ็บปวดมากพอแล้ว และขอเพียงอย่างเดียวคืออยากให้ทุกฝ่ายอย่าไปกล่าวโทษ หรือซ้ำเติมเลย

โดยครอบครัวมีลูกชายเพียงสองคน และน้องแทนเพิ่งกลับจากประเทศออสเตรเลียได้ราว 5 ปี หลังตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตอยู่ใกล้ครอบครัว เพราะไม่อยากให้ถึงวันที่พ่อแม่แก่ชราหรือจากไปแล้วตนไม่ได้อยู่ดูแล ญาติเล่าย้อนถึงความผูกพันว่า ตนเป็นผู้เลี้ยงดูน้องแทนมาตั้งแต่วัยเด็ก ในช่วงที่แม่ยังขับรถไม่ได้ มักอุ้มหลานมาฝากไว้ก่อนออกไปทำงาน ทำให้มีความผูกพันกันมาก พร้อมระบุว่าน้องแทนเป็นคนอารมณ์ดี คอยสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้คนรอบตัวเสมอ
นอกจากนี้ น้องแทนยังเป็นคนดูแลครอบครัว โดยเฉพาะคุณยายที่รักและผูกพันกันมาก แม้ช่วงที่อยู่ต่างประเทศก็ยังส่งยาและของใช้กลับมาดูแลอย่างสม่ำเสมอ กระทั่งเมื่อคุณยายทราบข่าวการเสียชีวิต ถึงกับร้องไห้โฮออกมาด้วยความเสียใจ แม้ปกติจะเป็นคนเข้มแข็งก็ตาม

คุณป้าของแทน ยังเปิดเผยว่า น้องแทนเป็นคนมีความสามารถสูง พูดได้ถึง 6 ภาษา มีความเก่งมาตั้งแต่เด็ก แม้แต่เวลาพูดคุยผ่านแชตกับคนในครอบครัว ก็มักใช้ภาษาอังกฤษจนผู้ใหญ่ต้องบอกให้เปลี่ยนมาพูดภาษาไทย โดยหัวหน้างานยังชื่นชมว่าเป็นคนมีศักยภาพและอนาคตไกล ก่อนเกิดเหตุ น้องแทนมีนัดกับเพื่อนชาวต่างชาติ 4 คน ที่ห้างสรรพสินค้าย่านซีคอนในช่วงเวลา 17.00 น. เพื่อพาเพื่อนไปเที่ยว เพราะเป็นคนที่มีความสามารถด้านภาษา พูดได้หลายภาษา และมักช่วยดูแลเพื่อนต่างชาติอยู่เสมอ วันนั้นยังเตรียมยาไทยและยาเขียวไปฝากเพื่อนด้วย
แต่เมื่อถึงเวลานัด เพื่อนเริ่มผิดสังเกตเพราะน้องแทนไม่ใช่คนผิดเวลา กระทั่งช่วงประมาณ 18.00 น. จึงติดต่อไปยังแม่เพื่อตามตัว โดยในตอนนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าน้องแทนจะอยู่บนรถคันที่เกิดเหตุ จึงโทรศัพท์ตามหา ก่อนที่แม่จะโทรฯ มาสอบถามว่าหลานไปที่บ้านป้าหรือไม่ เพราะไม่มีใครคิดว่า แทนจะอยู่บนรถเมล์สาย 206 ต่อมาภายหลังพบข้อความในแชตที่น้องแทนพิมพ์ไว้ว่า “ฉันจะไปทางที่ช้าที่สุด” คาดว่าเนื่องจากเห็นว่ายังมีเวลาเหลือ เนื่องจากแทนออกเดินทางก่อนเวลานานมาก จึงเลือกเดินทางด้วยรถโดยสารแทน

หลังเกิดเหตุ ญาติซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจได้ช่วยตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยช่วงแรกยังไม่พบชื่อของน้องแทนในรายชื่อ 32 คนแรก ก่อนที่หัวหน้างานจะส่งรายชื่อกลุ่มบุคคลต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 8 คนให้ช่วยตรวจสอบ เนื่องจากบางรายยังไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ชัดเจน จนกระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น. ครอบครัวจึงได้รับข่าวร้าย สร้างความเสียใจและสะเทือนใจอย่างหนักแก่คนในบ้าน
ญาติกล่าวอีกว่า ปกติน้องแทนไม่ค่อยใช้รถเมล์ เพราะแม่ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมักดูแลเรื่องการเดินทาง แต่ตัวน้องแทนเป็นคนเรียบง่าย ติดดิน แม้มีรายได้ดีแต่ก็ใช้ชีวิตธรรมดา เข้ากับคนได้ทุกระดับชั้น เป็นมิตรกับทุกคน สะท้อนจากการมีเพื่อน รุ่นพี่ อาจารย์ และคนใกล้ชิดจำนวนมากเดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย

ส่วนเรื่องการเยียวยา ญาติเปิดเผยว่า ฝ่ายรถไฟ และ รถเมล์ ได้โทรศัพท์ติดต่อเข้ามาแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นการสอบถามเรื่องการช่วยเหลืองานศพ ซึ่งครอบครัวยังไม่ได้พูดถึงเรื่องเงินเยียวยา เพราะมองว่าเป็นเรื่องของสามัญสำนึกของแต่ละหน่วยงาน และไม่อยากเหมารวมว่าทั้งองค์กรผิดทั้งหมด เนื่องจากทุกหน่วยงานมีทั้งคนดี คนประมาท และคนไม่ประมาท
เมื่อสอบถามว่าอยากฝากอะไรเป็นอุทาหรณ์หรือไม่ คุณป้า กล่าวว่า เวลามันเกิดเหตุมันก็มีอุทาหรณ์ตลอด แล้วก็วัวหายล้อมคอก ป้าขอไม่พูดดีกว่า แล้วป้าก็เชื่อว่าเดี๋ยวมันก็เกิดอีก เป็นสัจธรรมของมนุษย์ เวลาเกิดอุบัติเหตุครั้งก่อน เราก็มองว่าครอบครัวน่าจะสูญสลาย วันนี้เรารู้แล้วค่ะว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร

“…ขอให้ทุกคนอยู่กับความไม่ประมาท อย่าให้มันเกิดขึ้นก่อนแล้วก็มาแก้ไข ก็คิดดีทำดี เวลาเกิดเหตุก็อย่าไปโทษใคร พอเกิดแล้วถึงคนเขาประมาทเขาก็คงเสียใจพอสมควร ก็ขออโหสิค่ะ…” คุณป้า กล่าว



