เมื่อวันที่ 20 พ.ค. น.ส.สุรีย์พร พวงยอด อายุ 49 ปี น้องสาวของ น.ส.เทียม พวงยอด อายุ 57 ปี แม่บ้านบริษัทแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ หนึ่งในผู้เสียชีวิตเหตุการณ์รถไฟชนรถประจำทางสาย 206 ที่บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสันกับถนนอโศก-ดินแดง ได้เดินทางมายังสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรับศพ น.ส.เทียม กลับไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

โดย น.ส.สุรีย์พร เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ขณะนี้เอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และเตรียมนำร่างกลับภูมิลำเนา สำหรับป้าเทียมเป็นเสาหลักของครอบครัว ใช้ชีวิตเรียบง่าย ขยันทำงานมาตลอด ปกติจะเป็นคนชอบทำบุญ ช่วยเหลือผู้อื่น และมักเดินทางไปทำบุญตามโอกาสต่าง ๆ อยู่เสมอ ทำให้คนรอบตัวรักและเอ็นดูเป็นอย่างมาก

“…เข้าไปดูร่างพี่สาวแล้ว ก็บอกกับพี่สาวตลอดว่ากลับบ้านเรานะ ไม่ต้องอยู่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเรา ยอมรับว่ายังติดใจสาเหตุนิดหน่อย แต่ก็ทำใจได้แล้ว ไม่คิดว่าจะเกิดแบบนี้ขึ้นกับตัวเอง พอมันเกิดก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ไม่อยากพูดอะไรถึงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว ขอบคุณทุกคน สิ่งที่เสียใจมากที่สุดคือก่อนที่พี่สาวจะเสีย เรายังไม่ทันได้คุยกับพี่สาวเลย มันยังทำใจไม่ได้ เราภูมิใจในพี่สาวของเรา ที่เขาทำความดีมาตลอด เพื่อพี่น้องเราทุกคน…” น.ส.สุรีย์พร กล่าว และเผยต่อไปด้วยว่า

ผู้เสียชีวิตเป็นคนสู้ชีวิตและอดทน แม้จะทำงานหนักแค่ไหน แต่ไม่เคยบ่น อีกทั้งยังเป็นคนที่ครอบครัวภาคภูมิใจมาตลอด เพราะคอยดูแลคนในบ้าน โดยเฉพาะน้องชายที่ป่วยเป็นโรคไต ต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งผู้เสียชีวิตจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเป็นหลัก

น.ส.สุรีย์พร ย้ำว่า บริษัทต้นสังกัดของผู้เสียชีวิตได้เข้ามาช่วยดูแลและให้กำลังใจครอบครัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่าผู้เสียชีวิตเป็นคนขยันและตั้งใจทำงาน จนเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน ทั้งนี้ครอบครัวยังอยู่ในอาการเศร้าเสียใจ และยอมรับว่าการสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินกว่าจะทำใจได้ โดยหลังจากเสร็จสิ้นพิธีทางศาสนา จะมีการเก็บอัฐิของผู้เสียชีวิตไว้ที่บ้านเกิดตามความตั้งใจของครอบครัวต่อไป

ขณะเดียวกันช่วงที่กู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญูได้นำร่างของ น.ส.เทียม ขึ้นรถ น้องสาวเป็นคนจุดธูปเรียกพี่สาวกลับบ้าน ท่ามกลางพี่น้องที่เดินทางมาร่วมกันรับร่างจาก จ.ศรีสะเกษ โดยทุกคนต่างลูบโลงศพ พร้อมพูดว่า “…กลับบ้านนะพี่ พี่น้องมารับกันทั้งหมดแล้ว กลับบ้านเรานะ กลับด้วยกันนะ กลับมานั่งด้วยกันบนรถคันนี้…”