จากกรณีอุบัติเหตุทางรถไฟที่เกิดขึ้นล่าสุดบริเวณสถานีรถไฟมักกะสัน กรุงเทพมหานคร ได้สร้างความสะเทือนใจและปลุกความทรงจำของชาวจังหวัดฉะเชิงเทราอีกครั้ง โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่บ้านแขวงกลั่น ตำบลบางเตย อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งยังไม่ลืมเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2563 จังหวัดฉะเชิงเทราเคยเกิดอุบัติเหตุทางรางครั้งรุนแรง เมื่อขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าพุ่งชนรถบัสโดยสารของคณะกฐิน บริเวณจุดตัดใกล้สถานีรถไฟร้างคลองแขวงกลั่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 19 ราย และบาดเจ็บกว่า 43 คน โดยจุดดังกล่าวในขณะนั้นเป็น “ทางลักผ่าน” ที่ไม่มีเครื่องกั้นหรือสัญญาณเตือนภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นบาดแผลสำคัญของคนในพื้นที่ และนำไปสู่การเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟอย่างจริงจัง

ต่อมา การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งสำนักงานขนส่งจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ฝ่ายปกครอง และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ได้เข้าปรับปรุงจุดตัดบ้านแขวงกลั่น โดยติดตั้งเครื่องกั้นทางรถไฟ ระบบสัญญาณเตือน รวมถึงปรับปรุงพื้นผิวจราจรและติดตั้งลูกระนาดชะลอความเร็ว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน

แม้ชาวบ้านส่วนหนึ่งจะรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น แต่เมื่อเกิดข่าวอุบัติเหตุที่สถานีรถไฟมักกะสันขึ้นอีกครั้ง ก็ทำให้หลายคนกลับมารู้สึกหวาดระแวง และตั้งคำถามถึงมาตรการป้องกันในจุดเสี่ยงอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

นายไพศาล ฉวีวรรณ์ อายุ 47 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ส่วนตัวเชื่อว่าหากผู้ใช้รถใช้ถนนเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เมื่อได้ยินสัญญาณหวูดรถไฟหรือเห็นสัญญาณเตือน ก็หยุดรถในระยะปลอดภัย ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้

อย่างไรก็ตาม ผู้นำชุมชนและชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งยังคงสะท้อนความกังวลว่า รอบพื้นที่ชุมชนและเส้นทางการเกษตรยังมี “ทางลักผ่าน” อีกหลายจุดที่ไม่มีเครื่องกั้นหรือระบบเตือนภัยที่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ

ชาวบ้านมองว่า บทเรียนจากเหตุการณ์สูญเสีย 19 ศพที่บ้านแขวงกลั่น รวมถึงอุบัติเหตุล่าสุดที่มักกะสัน เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า การแก้ปัญหาความปลอดภัยทางรถไฟไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะหลังเกิดเหตุ แต่ต้องดำเนินการเชิงป้องกันอย่างจริงจัง ครอบคลุมทุกจุดเสี่ยง ควบคู่กับการสร้างวินัยจราจรและความตระหนักรู้ของประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยขึ้นอีกในอนาคต