เรียกได้ว่าสร้างความตกใจ และความเป็นห่วงให้เหล่าแฟนคลับกันไม่น้อยเลยทีเดียว หลังจากที่ก่อนหน้ามีคลิปเหตุการณ์ที่ 2 นักแสดงวัยรุ่นสุดฮอต “ติวเตอร์ กรภัทร์” และ “ยิม ปริญญากรณ์” ขณะเดินทางไปร่วมงาน “TutorYim Fan sign – GuangZhou” ประเทศจีน ได้ถูกซาแซงติดตามตั้งแต่สนามบิน ไปจนถึงสถานที่ต่างๆ จนแฟนๆ ส่งความห่วงใยกันอย่างมากมายนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด “ติวเตอร์-ยิม” ที่ได้มาร่วมงานรับชมซีรีส์ “เฉิ่มเชย” EP.1 ณ Lido Connect Hall 2 ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน พร้อมเปิดใจถึงเหตุการณ์สุดระทึกหลังจากถูกกลุ่มซาแซงตามติดในระหว่างเดินทางไปทำงานอีเวนต์ที่จีน โดยทั้งคู่ยอมรับว่า ครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงและกระทบต่อการใช้ชีวิตมากที่สุด ส่งผลให้ทั้งคู่เกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก จนไม่กล้าออกจากห้องพักไปทานอาหารเช้าหรือใช้บริการฟิตเนสของโรงแรมตลอดทั้งทริป

ยิม เผยว่า “จริงๆ เหตุการณ์ที่เจอก็ถือว่าหนัก เพราะมีการรอใต้โรงแรมตั้งแต่ตอนเช้ากับตอนกลางคืน ตามตั้งแต่ร้านอาหาร แล้วก็มีที่โรงแรมที่หนัก เนื่องจากว่าต้องไปฟิตเนสกันด้วย ทำให้เราไม่กล้าไปทานข้าวตอนเช้า และไม่กล้าไปฟิตเนสด้วย ความรู้สึกตอนนั้นคือตกใจครับ ในส่วนสนามบินก็พอเข้าใจได้บ้าง บางคนเขามาต้อนรับแบบห่างๆ แต่บางคนเข้ามาใกล้ (ทำท่าโทรศัพท์จ่อหน้า) ปกติผมก็ไม่ติดที่จะมีคนมาต้อนรับ แค่ออกมาทักทายก็จบ แต่บางคนปรี่เข้ามาอยู่ใกล้ หรืออะไรที่มันดูอันตราย อันนี้เกินไปมากจริงๆ ผมก็เข้าใจในมุมที่คิดถึงพวกเรา อยากเจอพวกเรา แต่ก็อยากให้ไม่เจอที่งานด้วย บางคนเจอแค่ภายนอกแต่ไม่ได้ตามไปที่งาน ส่วนใหญ่อยากให้ไปตามที่งานมากกว่า สถานที่ที่เราไปเป็นที่ส่วนรวมเราก็กลัวนะ เพราะบางทีเขาไปเดินชนคนอื่นด้วย เขาก็จะเดินโดยที่ไม่ได้มองทาง คือผมก็กลัวว่าคนนอกจะเข้าใจในตัวศิลปินผิดในความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เพราะว่ามันเป็นภาพลักษณ์ของเราด้วย แต่คือเราก็ไม่สามารถไปอธิบายให้คนๆ หนึ่งที่เพิ่งเห็นเราเข้าใจได้ เราก็เข้าใจในมุมนี้เหมือนกัน เขามองไปแล้ว เขาเดินผ่านแล้วเจอคนอื่นเขาเดินชน คนนี้เป็นใคร ซึ่งเราไม่สามารถที่จะไปอธิบายเขาได้ ก็ต้องยอมรับว่ามีบ้างที่ทำให้เรารู้สึก หรือคนอื่นมองเราเป็นอีกแบบหนึ่ง เราก็ทำเท่าที่เราทำได้

เราเองก็พยายามที่จะเซฟตัวเองครับ เพราะเราก็พยายามจะเดินนิ่งๆ และมีคนพยายามคอยกัน คอยอยู่ข้างๆ ถ้าถามว่ากลัวไหมอยู่ดีๆ มีคนพุ่งมาหาเรา คือเหมือนจากสถานการณ์ตอนนั้น แฟนๆ ก็เอาโทรศัพท์กระแทกหัวแม่ผม (ผู้จัดการ) บ้าง บางทีแม่เดินกันบ้าง แล้วบางคนเขาสนใจแค่เรา แต่คนกันเขาก็กระแทกหรืออะไรบ้าง ซึ่งแม่ก็ปัดออกบ้าง ก็ความแม่อ่ะครับ แม่ก็สายโหดอยู่แล้ว ถ้าใครมาตามหรือวุ่นวายเยอะๆ ก็คงเจอแม่เออาร์นะครับ ก็ฝากทุกคนด้วยสำหรับคนที่เข้ามาใหม่ๆ เพราะส่วนมากคนที่มาตามจะเป็นคนที่มาใหม่ น่าจะมาจากด้อมอื่น เพิ่งมาพอดี ปกติก็ไม่เคยเจอ อยากให้มาเจอกันที่งานดีกว่า อยากให้มาซัพพอร์ตที่งาน เพราะแฟนคลับพวกเราติวเตอร์ยิมส่วนมากก็จะรู้เนเจอร์ต่างๆ อยู่แล้ว ก็จะรู้อยู่ในขอบเขตอยู่แล้ว แต่จะมีแฟนคลับที่เพิ่งเข้ามาก็ฝากเอ็นดูพวกเราด้วย และก็ฝากให้ตามเราในกฎระเบียบดีกว่าครับ ส่วนมาตรการการจัดการคือเราทำงานกับหลายผู้จัด ครั้งนี้ก็เพิ่งได้ร่วมงานกับที่นี่ได้สองครั้งแล้ว ก็ไม่คิดว่าจะมีคนมาตามเยอะแบบนี้ เพราะปกติตั้งแต่เมื่อก่อน ก็ไม่มีคนตามมานานมากๆ แล้ว แต่วันนั้นแม่ผมก็คงจัดการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม่ผมสุดๆ แล้ว จัดการให้ทุกคนหมดแล้ว”

ด้าน ติวเตอร์ เผยว่า “คือจริงๆ ที่ผ่านมาก็มีมาตลอด ตอนเราไปทำงานต่างประเทศก็มีรอที่ล็อบบี้บ้าง ตามไปที่สถานีถ่ายทำบ้าง ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่หนักที่สุดอยู่แล้ว ตั้งแต่สนามบินเขาเข้ามาใกล้ชิดเรามากๆ จนพี่เออาร์กันเขาออกไป พอมาถึงโรงแรมเขาก็ยังตามมาอยู่ ขับรถตาม ค่อนข้างที่จะน่ากลัว คือเหตุหารณ์ครั้งนี้เราเดินแทบไม่ได้เลย เดินปุ๊บเหมือนขาชนกัน เท้าชนกันตลอด จะล้มหลายที ถ้าถามว่าเราเกรงใจไหม เพราะที่เราไปเป็นสถานที่ส่วนรวม คือเขาอาจจะโฟกัสแค่เรา และไม่ทันระวังคนรอบข้าง จริงๆ อยากให้เจอกันที่งานมากกว่า เจอกันที่งานที่เราประกาศออกไป มาเจอกันดีๆ ดีกว่าไปเจอแบบนั้น ซึ่งแฟนๆ ผมคิดว่าจะรู้อยู่แล้วว่าควรจะทำอย่างไร แต่ก็จะมีแค่บางกลุ่มเล็กๆ ที่เขาอยากมาดูเราใช้ชีวิตประจำวัน อยากดูเรากินข้าว อยากดูเราเล่นฟิตเนส เพราะเราก็ไม่ได้ไปกินข้าวเช้าสักวันเลย เพราะปกติเราไปพักโรงแรมเราก็ต้องไปกินข้าวเช้า ไปฟิตเนสตลอด แต่ครั้งนี้ไม่ได้ไปไหนเลย อยู่แต่ในห้อง เราเองก็พยายามที่จะเซฟ เหตุการณ์แบบนี้ที่เกิดขึ้น เราก็ไม่ได้คาดคิดเหมือนกันว่าแต่ละครั้งจะมีคนมาตามเรามากแค่ไหน ไปตามถึงร้านอาหารไหม คือเราก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าเขาจะมาตอนไหน

ถ้าถามว่าเหตุการณ์ครั้งนี้กระทบคนอื่นด้วยและกระทบการใช้ชีวิตของเรา ใช่ครับ กระทบตรงๆ เลยครับ เรากลัวไหม อยู่ดีๆ มีคนพุ่งมาหาเราจุดนี้ จริงๆ ก็มีคิดว่านะครับว่าทำไมเขาสามารถเข้าใกล้เราขนาดนี้ ถ้าเกิดเขาไม่ได้หวังดีกับเราแล้วทำอะไรบางอย่างกับเรา เราจะเป็นอันตรายไหม มีคิดอยู่ตลอดครับผม อยากให้มาเจอกันที่งานดีกว่า เพราะเราออกงาน เราไปงานแฟนไซน์เราก็พูดคุยกับแฟนคลับเต็มที่อยู่แล้ว ก็คิดว่าไปเจอกันในงานดีที่สุดครับ ส่วนมาตรการการจัดการ จริงๆ ผมคิดว่าทางผู้จัดเหมือนคุยกับทางสนามบินอยู่แล้วในการเตรียมตัว ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเขาเตรียมตัวกันยังไงบ้าง แต่คิดว่าก็น่าจะเป็นแล้วแต่สนามบินมากกว่าที่เขาเตรียมตัวยังไง อย่างเช่นบางเมืองที่เราไปก็จะมีการ์ดมาคุมกันเราตลอด แต่บางเมืองอาจจะไม่ได้มี เพราะว่าจริงๆ เราก็ไม่ได้ทำงานกับผู้จัดคนเดิมตลอด”


ขอบคุณภาพประกอบ : @TutorKrp, @mynameis_yim



