จากเหตุการณ์อุบัติเหตุสะเทือนขวัญกลางกรุงเทพมหานคร เมื่อขบวนรถไฟพุ่งชนรถเมล์สาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟแยกอโศก–เพชร ถนนกำแพงเพชร 7 เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. วันที่ 16 พ.ค. 69 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตคาที่ถึง 8 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเศร้าสลดและกลายเป็นโศกนาฏกรรม หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ น.ส.เทียม พวงยอด หรือ “ป้าเทียม” อายุ 57 ปี ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ โดยหลังเกิดเหตุ ครอบครัวต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างกะทันหัน
ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 69 เวลาประมาณ 13.00 น. ที่บ้านเลขที่ 82 หมู่ 15 บ้านดอนกระต่าย ตำบลเสมอ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีบำเพ็ญกุศล ป้าเทียม เหยื่อรถไฟมรณะ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ญาติพี่น้องของ “ป้าเทียม” ดำเนินการรับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย โดยมี นางอโนมา อินทรีย์ ผู้อำนวยการสำนักงาน คปภ.จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย น.ส.ลักษ์คณา ทองสุด นักวิชาการประกันภัย ร่วมเป็นสักขีพยานในการดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

สำหรับการจ่ายค่าสินไหมในครั้งนี้ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด ได้จ่ายเงินในส่วนของ พ.ร.บ. รถโดยสาร เป็นจำนวน 500,000 บาท ขณะที่ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด ได้จ่ายเงินในส่วนของประกันภัยภาคสมัครใจของรถบัสอีกจำนวน 1,150,000 บาท รวมเป็นเงินเยียวยาทั้งสิ้น 1,650,000 บาท

ระหว่างการดำเนินเอกสาร ญาติของ “ป้าเทียม” หลายคนต่างมีสีหน้าเศร้าสร้อย เนื่องจากยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยครอบครัวของผู้เสียชีวิตมีพี่น้องทั้งหมด 6 คน รวม “ป้าเทียม” ด้วย และหลังจากมีการพูดคุยกันภายในครอบครัว ทุกคนมีมติตรงกันในการลงนามยินยอม ยกสิทธิการรับค่าสินไหมทั้งหมดให้แก่ นายจุ๋น พวงยอด น้องชายคนสุดท้อง เป็นผู้รับเงินเพียงผู้เดียว
โดยบรรยากาศ ญาติหลายคนยังคงพูดถึง “ป้าเทียม” ด้วยความอาลัย โดยเล่าว่า ผู้เสียชีวิตเป็นคนขยันทำมาหากิน อัธยาศัยดี และคอยช่วยเหลือญาติพี่น้องเสมอ การจากไปครั้งนี้จึงสร้างความเสียใจให้กับครอบครัวอย่างมาก
ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอปรางค์กู่ ต่างยังคงติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด หลายคนยังสะเทือนใจกับภาพเหตุการณ์รถไฟพุ่งชนรถเมล์ที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวง และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทบทวนมาตรการความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงที่มีการสัญจรหนาแน่น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีกในอนาคต.



