นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับผู้บริหาร 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย ซึ่งเป็นตัวจริงในวงการเหล็กกว่า 500 บริษัท เข้าพบกระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) รายงานความต้องการใช้เหล็กของไทย แนวโน้มถดถอยต่ำกว่าปี 68 ที่มีการใช้เหล็กทั้งสิ้น 18.5 ล้านตัน ตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ผู้ผลิตเหล็กในประเทศมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 35% หรือมีปริมาณผลิตเพียง 8.1 ล้านตันเท่านั้น ขณะที่สินค้าเหล็กนำเข้ามากถึง 12 ล้านตัน

ทั้งนี้อุตสาหกรรมเหล็กไทยยังประสบ 2 ปัญหาหลัก ได้แก่  

1. สินค้าเหล็กทุ่มตลาดจากต่างชาติทะลักเข้าไทย โดยเฉพาะจากประเทศจีน ซึ่งปีที่แล้วได้ส่งออกเหล็กไปทั่วโลกมากถึง 119 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ภูมิภาคต่างๆ ในโลกได้มีการใช้ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยง มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น มาตรการตอบโต้การอุดหนุน รวมทั้งมาตรการที่มิใช่ภาษี อย่างเข้มข้น จริงจัง รวดเร็ว สินค้าเหล็กที่ไม่สามารถไปทุ่มตลาดในภูมิภาคดังกล่าวได้ จึงไหลทะลักเข้ามายังไทยอย่างรุนแรงต่อเนื่อง แม้ไทยจะมีการใช้มาตรการต่างๆ สำหรับเหล็กหลายรายการ แต่ก็ยังล่าช้า และมีช่องโหว่ที่ผู้นำเข้าหลบเลี่ยงกฎหมายมาโดยตลอด

“ไทยจึงเสมือนสนามรบ เพราะในขณะที่ดีมานด์ถดถอย การแข่งขันและแรงกดดันจากเหล็กราคาถูกจากต่างชาติก็รุนแรงขึ้น จากการที่หลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน เร่งระบายกำลังการผลิตส่วนเกิน”

ส่วนปัญหาที่ 2 โรงงานเหล็กเตาหลอมประเภทไอเอฟ ที่ถูกรัฐบาลจีนสั่งปิด เนื่องจากจีนขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงดำเนินการโละทิ้งโรงงานที่ใช้เตาหลอมไอเอฟ ซึ่งใช้เทคโนโลยีล้าสมัย ขั้นตอนการหลอมไม่สามารถขจัดสารมลทิน ออกจากน้ำเหล็กได้ อีกทั้งยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและฝุ่นควันในระดับสูง เครื่องจักรเก่าโรงงานเหล็กราคาถูกจากจีน จึงไหลทะลักเข้ามายังไทย ทำลายกลไกตลาด สร้างทั้งความเสี่ยงต่อผู้บริโภคสินค้าเหล็ก เพราะสินค้าเหล็กที่ผลิตได้มีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งความเสียหายต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กจำนวนมากในไทยซึ่งใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานสูงกว่า

ทั้งนี้ 10 สมาคมเหล็ก เสนอให้ สมอ. พิจารณาบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อยกระดับความปลอดภัย และควบคุมการผลิตเหล็กเส้นจากเตาไอเอฟ โดยเข้มงวดตามกฎหมายให้ได้มาตรฐานใกล้เคียงตามระบบ EAF ซึ่งเป็นระบบปิดที่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้ดีกว่า โดยโรงงานไอเอฟ ต้องมีกระบวนการผลิตที่เพิ่มขั้นตอนปรุงแต่งน้ำเหล็ก ด้วย Ladle Furnace เพื่อให้การผลิตสินค้าเหล็กมีคุณภาพสม่ำเสมอ และปกป้องความปลอดภัยของประชาชนจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานการก่อสร้าง

อย่างไรก็ตามขอเรียกร้องให้ประเทศไทย ต้องยกเลิกการให้มีโรงงานเหล็กที่ใช้เตาไอเอฟ โดยกำหนดช่วงให้ผู้ประกอบการเตาไอเอฟ เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีภายในในระยะ 3 ปี เป็นต้น ซึ่งนับเป็นเวลาที่มากพอ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่รัฐบาลจีนสั่งยกเลิกโรงงานเหล็กเตาไอเอฟ มีการให้เวลาจำกัดเพียง 6 เดือนเท่านั้น

สำหรับ 10 สมาคมเหล็ก ประกอบด้วย 1.สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย 2.สมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย 3.สมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี 4.สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น 5.สมาคมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน 6.สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า 7.สมาคมโลหะไทย 8.สมาคมพัฒนาสแตนเลสไทย 9.สมาคมการชุบสังกะสีไทย และ 10.สมาคมหลังคาเหล็กไทย ได้

นอกจากขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล การจัดการปัญหาโรงงานผิดกฎหมาย การควบคุมมลพิษ และการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียวแล้ว 10 สมาคมเหล็กยังชื่นชมกรมศุลกากร ที่เข้มงวดในการตรวจจับการนำเข้าเหล็กผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการสำแดงพิกัดเท็จเพื่อเลี่ยงภาษีและอากรตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งถือเป็นการอุดรูรั่ว และนำรายได้จากผู้นำเข้าที่พยายามโกงอากรคืนประเทศชาติ

“ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศนี้ ภาครัฐต้องกล้าเลือกข้างให้ชัด ระหว่างผู้ประกอบการที่ทำถูก กับผู้ที่เลี่ยงกฎหมายและทำลายระบบ อย่าปล่อยให้ทุนเทามาบิดเบือนประเทศไทย”