ราษฎร “ภูสิงห์” จังหวัดศรีสะเกษ ก้าวข้ามความแห้งแล้งขาดน้ำ ทำการเพาะปลูกประสบความสำเร็จ ทั้งพืชสวน ทุเรียน ยางพารา และมันสำปะหลัง มีรายได้มั่นคง กว่า 50,000 บาทต่อเดือน เผยรับองค์ความรู้จากศูนย์พัฒนาการเกษตร
ภูสิงห์ฯ ลดต้นทุนการผลิต ผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยมูลไส้เดือนดินใช้เอง แถมขายเพิ่มรายได้ มีผู้มารับซื้อถึงสวน กปร. เดินหน้าขยายผลองค์ความรู้สู่เยาวชนคนรุ่นใหม่เพื่อสืบทอดอาชีพเกษตรจากรุ่นพ่อแม่อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบโล่และเกียรติบัตรแก่ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ จำนวน 10 แห่ง ของศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้โครงการขยายและส่งเสริมเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริของศูนย์ศึกษาฯ และศูนย์สาขา ว่า ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและต่อยอดงานพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โดยศูนย์เรียนรู้แต่ละแห่งมีการดำเนินกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งด้านพืช ด้านสัตว์ ด้านการประมง และภาคการเกษตรที่มีการศึกษา ทดลอง และปฏิบัติจริง โดยเกษตรกรที่ได้รับการยกระดับขึ้นมาเป็นศูนย์เรียนรู้นั้นเป็นผู้ที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ภายในศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ แล้วนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทำให้สามารถลดต้นทุนด้านการผลิตในทุกกิจกรรม จากอดีตจังหวัดศรีสะเกษเป็นพื้นที่แห้งแล้งไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ ดินไม่ดี น้ำไม่เพียงพอ แต่มาวันนี้ทุกอย่างสมบูรณ์พืชผักตลอดจนไม้ให้ผล เช่น ทุเรียน เจริญงอกงามให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ และเป็นเมืองแห่งพืชผักและผลไม้ของภาคอีสานตอนล่างในปัจจุบัน ด้วยมีศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ เป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งสำคัญที่สุดของเกษตรกรที่นี่คือจิตใจที่ตั้งมั่นและแน่วแน่ในการทำงาน จึงเกิดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในทุกวันนี้ และสำนักงาน กปร. ก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ ยังมีการต่อยอดขยายผลด้วยการทำ MOU กับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการด้วยจงรักและภักดี นำเกษตรกรคนรุ่นใหม่เข้ามาเรียนรู้ทางการเกษตร ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้ผลผลิตที่ดีเหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดถึงการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เมื่อกลับมาสู่ชุมชนของตนเองก็จะได้นำความรู้มาปฏิบัติใช้ได้ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพระราชสมภพ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” นางสุพร ตรีนรินทร์ กล่าว

ด้านนางสาวปราณี จันหอม เกษตรกรชาวอำเภอกันทรลักษ์ เจ้าของสวนจันหอม หนึ่งในศูนย์เรียนรู้ที่ได้รับการขยายผลจากศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ เผยว่า องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการทำการเกษตรในพื้นที่ได้มาจากศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ เช่น การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน และการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง
“ทุกวันนี้มีคนเดินเข้ามาเรียนรู้ทั้งจากต่างอำเภอและต่างจังหวัด ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้ได้เลย ใครอยากรู้เรื่องการเพาะปลูกที่ลดต้นทุน แต่ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ เมื่อเข้ามาเรียนรู้ที่นี่ก็จะไม่ผิดหวัง ทุกวันนี้จะมีคนเดินทางเข้ามาหาถึงที่พร้อมๆ กับมีรายได้จากพืชผลทางการเกษตรและปุ๋ยมูลไส้เดือน
ที่สำคัญต้นทุนอย่างปุ๋ยที่เคยซื้อมาใช้บำรุงต้นไม้ 30,000 บาทต่อเดือน ก็ไม่ต้องจ่ายเพราะผลิตเองได้ ที่สวนจะปลูกทุเรียน ยางพารา กล้วย และมันสำปะหลัง ปัจจุบันมีรายได้เดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท รวมทั้งขายมูลไส้เดือนดินด้วย โดยมีลูกค้าเข้ามาซื้อถึงที่” นางสาวปราณี จันหอม กล่าว

โอกาสนี้นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร. ได้มอบโล่และเกียรติบัตรแก่ศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริของศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ โดยมีนายธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายสุพัฒธนกิจ โพธิ์สว่าง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ นายธนฤทธิ์ รัชตะประกร ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการพื้นที่ 2 และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กปร. ร่วมพิธี จากนั้นนายปริญญวัฒน์ วัชรอาภากร ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการฯ สำนักงาน กปร. ได้บรรยายในหัวข้อ “ทิศทางการดำเนินงานของศูนย์ฯ สาขา และศูนย์เรียนรู้” เพื่อถ่ายทอดแนวทางการดำเนินงาน การขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการพัฒนาเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ให้เกิดความเข้มแข็ง โดยการบรรยายครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ ในการเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการพัฒนาอาชีพ การบริหารจัดการทรัพยากร และการน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือเป็นหนึ่งในศูนย์สาขาสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านการเกษตรและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ และพื้นที่ใกล้เคียง ตามแนวพระราชดำริอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน



