เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 พ.ค. 69 ที่รัฐสภา พรรคกล้าธรรม (กธ.) นำโดย นายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม และนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา โฆษกพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย สส.ภาคใต้ อาทิ นายยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี นายลุตฟี หะยีอีแต สส.นราธิวาส นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส และนายอามินทร์ มายูโซ๊ะ สส.นราธิวาส ร่วมกันแถลงข่าวกรณีที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของพรรค ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงจากผู้ประกอบการจัดเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ทั้งที่เก็บเงินมาทั้งชีวิต หวังจะไปแสวงบุญ แต่กลับถูกหลอกลวงจนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

โดย นายอรรถกร กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญที่พี่น้องมุสลิมในพื้นที่ภาคใต้เรียกร้องให้พรรคเร่งแก้ไข คือ การดูแลผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ รวมถึงปัญหาการถูกทอดทิ้งหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ประกอบการบางราย พรรคกล้าธรรมจึงเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เกี่ยวกับกิจการฮัจญ์ เพื่อจัดตั้งสำนักงานที่จะเข้ามาดูแลพี่น้องมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ทั้งในด้านสิทธิประโยชน์ การอำนวยความสะดวก และการคุ้มครองประชาชนในกรณีที่ถูกทอดทิ้งหรือถูกหลอกลวง โดยร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ได้รับการลงนามรับรองจาก สส. ของพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมเข้าสู่กระบวนการยื่นต่อรัฐสภา

“ผมในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายสำคัญสำหรับพี่น้องมุสลิม และเป็นกฎหมายการเงิน จึงอยากให้รัฐบาลเร่งพิจารณาและส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาโดยเร็ว” นายอรรถกร กล่าว

ด้านนายนัจมุดดีน กล่าวว่า สาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ประกอบด้วย การจัดตั้งสำนักงานกิจการฮัจญ์แห่งชาติในลักษณะองค์กรถาวร เพื่อทำหน้าที่ดูแลกิจการฮัจญ์โดยเฉพาะ จากเดิมที่ภารกิจดังกล่าวอยู่ภายใต้หลายหน่วยงาน จนทำให้เรื่องฮัจญ์ถูกมองเป็นเพียงประเด็นด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีคณะกรรมการกิจการฮัจญ์แห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีจุฬาราชมนตรีเป็นรองประธาน รวมถึงมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นกรรมการรวมประมาณ 21 คน เพื่อกำหนดนโยบายและกำกับดูแลกิจการฮัจญ์อย่างเป็นระบบ

อีกหนึ่งสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้ผู้ประกอบการที่จะดำเนินธุรกิจรับจัดการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ต้องเป็นนิติบุคคล และต้องได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง หากไม่สามารถนำผู้แสวงบุญเดินทางได้ตามสัญญา จะมีทั้งบทลงโทษทางแพ่งและทางอาญา เพื่อป้องกันการเอาเปรียบประชาชน และเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนกิจการฮัจญ์ เพื่อใช้บริหารจัดการและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ โดยระบุว่าปัจจุบันรัฐบาลมีงบประมาณสนับสนุนอยู่แล้วประมาณ 300 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

“ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างหลักประกันและความมั่นใจให้พี่น้องมุสลิมที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ว่าจะได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรม ปลอดภัย และไม่ถูกทอดทิ้งหรือหลอกลวงอีกต่อไป” นายนัจมุดดีน กล่าว