ตามสถิติข้อมูลกรมการขนส่งทางราง บริเวณจุดตัดรถไฟ มีลักษณะอุบัติเหตุขบวนรถชนกับยานพาหนะ/กีดขวางทาง/ชนเครื่อง เฉพาะปี 68 เกิดขึ้น 121 ครั้ง บาดเจ็บ 53 ราย เสียชีวิต 19 ราย ขณะพื้นที่กทม.พบจุดตัดรถไฟ 71 จุด ในจำนวนนี้เป็นจุดที่มีความเสี่ยง 19 จุด
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.) ชวนวิเคราะห์ถึงเวลาระบบความปลอดภัยควรทบทวนจุดใดบ้าง ผ่าน“ทีมข่าวอาชญากรรม” โดยระบุเหตุการณ์นี้ในเชิงสาเหตุมี 2 ส่วนหลักเกี่ยวข้อง ได้แก่ ระบบของฝั่งรถไฟที่มีทั้งการใช้ไม้กั้น การให้อาณัติสัญญาณ การมีคนเตือนให้รถไฟหยุด หากไม้กั้นไม่ลงหรือรถยังไปไม่พ้น ตลอดจนกฎหมายการห้ามหยุดรถในระยะ 5 เมตร สังเกตจาก Yellow box (เส้นกากบาทสีเหลือง/เขตห้ามหยุดรถ)ที่ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์พอ

ทั้งนี้ หากเครื่องมือที่มีอยู่ใช้ได้ผล ก็คงไม่เกิดความสูญเสีย แม้เข้าใจบริบทจุดตัดรถไฟบริเวณนี้ที่ใกล้แยก(อโศก)และมักมีท้ายสะสม ทำให้คนเลือกจะคร่อมทางรถไฟโดยไม่เว้นระยะปลอดภัยที่ห้ามหยุดรถ เพื่อจ่อท้ายคันหน้าเพราะกลัวมีคนแทรกที่ว่าง
ประกอบกับผู้ใช้เส้นทางเรียนว่าจุดนี้รถไฟที่ผ่านมักชะลอหรือหยุด ต่อให้ไม้กั้นลงไม่ทันรถไฟก็หยุด ขณะข้อเท็จจริงรถไฟที่วิ่งแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน รถไฟคันเกิดเหตุเป็นรถบรรทุกสินค้าที่ไม่จอดในจุดนี้และวิ่งความเร็วประมาณ 50 กม.ต่อชม. ต่างจากรถบรรทุกคนที่จะชะลอช้าและใช้ความเร็วน้อยกว่า

“มันจึงสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้บนถนน คิดว่าตัวเองไม่ต้องห่วงหากจอดคร่อมทางรถไฟ หรือทับเส้นกากบาท เพราะยังไงรถไฟก็หยุดทันแม้ไม้กั้นไม่ลง พอฝ่าฝืนจนเคยชินก็สร้างความเสี่ยงขึ้นมา”
สถานการณ์แบบ“งูกินหาง”
พฤติกรรมเลียนแบบส่งผลเป็น“งูกินหาง” ผู้จัดการศวปถ. อธิบายให้เห็นภาพ เช่น รถจักรยานยนต์(จยย.)จอดรอรถไฟไม่ว่าไม้กั้นจะลงมาแล้วหรือไม่ หากยังพอขับ“ซิกแซก”ไปได้ก็มักจะ“ลักไก่”ตัดหน้าผ่านไปเลย เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นเยอะ รถไฟเองก็ปรับตัวเข้าจุดแบบช้าลง เพราะกลัวจะหยุดไม่ทัน

ทั้งนี้ เมื่อรถไฟเข้าช้าลง ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าต้อง“รอนาน”กว่ารถไฟจะมาถึง คนที่จอดรอตามระเบียบรู้สึกว่ารอนาน ส่วนหนึ่งก็ไปทำเหมือนรถจยย.คือไม่รอตามไปด้วย
“คนจอดรอพอรู้สึกนานก็เลยไป รถไฟก็เลยต้องมาช้าเพราะไม่อยากชน พอรถไฟมาช้าคนก็ยิ่งรู้สึกรอนาน เป็นงูกินหางแบบนี้”

ดังนั้น ถึงเวลาต้องตั้งหลักทำอย่างไรให้เส้นกากบาทศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีการฝ่าฝืนจอดแม้จะไม่มีรถไฟเข้ามา การเว้นระยะปลอดภัยต้องทำให้เกิดขึ้นได้จริง
อีกประเด็นน่าสนใจในการหยุดสาเหตุความรุนแรงคือ ปัญหารถเมล์ติดก๊าซ เมื่อถูกชนจึงเกิดเพลิงไหม้ทันทีและสร้างความเสียหายมาก ซึ่งคันเกิดเหตุทราบว่าตัวถังอยู่ช่วงกลางของรถ ดังนั้น จะจัดการระบบอย่างไรให้ไฟไม่ติด และมีโอกาสหนีทัน เป็นอีกประเด็นต้องทบทวน

วินัยคนไทยมีทางแก้ไหม ?
ในเชิงวิชาการความผิดเล็กน้อย มักสะสมจนเป็นพฤติกรรมที่อันตรายมากขึ้น เรียกว่า Broken Window Theory หรือ ทฤษฎีหน้าต่างแตก เสมือนมีหน้าต่างแตกอยู่บานหนึ่งแล้วไม่ทำอะไร หน้าต่างบานที่เหลือจะแตก คือมีพฤติกรรมเลียนแบบ เช่น แยกนี้ปล่อยย้อนศร ปล่อยให้ฝ่าสัญญาณไฟจราจรได้ โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนเรียนรู้ว่าไม่มีผลอะไรก็เลียนแบบตามกันมา
“การจะหยุดได้จึงต้องทำให้รู้สึก คนรับรู้ว่าไม่รอด และไม่คุ้มที่จะทำพฤติกรรมนี้ ถ้าคนรู้ว่าจอดทับเส้นจะถูกเตือน ถูกออกใบสั่งแน่ ถ้ามีความแน่นอนแบบนี้ พฤติกรรมจะค่อยๆหายไป” ผู้จัดการ ศวปถ. ระบุ
สุดท้ายวินัยคนไทยจะแก้ไขได้หรือไม่ คำตอบตอนนี้อาจไม่สำคัญเท่าการลงมือทำทันที แล้วให้ผลลัพธ์เป็นคำตอบที่ชัดเจนสุด.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



