เหตุนักท่องเที่ยวชาวจีนก่อเหตุใช้เท้าถีบประตู Automated  Border  Control  พื้นที่ ตม.ขาออก ก่อนถูกดำเนินคดี พร้อมขึ้นบันทึกข้อมูลลง แบล็กลิสต์ (Blacklist) เป็นบุคคลต้องห้ามในระบบของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) โดยห้ามเดินทางเข้าประเทศไทยตลอดชีวิต เป็นอีกพฤติกรรมและตัวอย่างบทลงโทษเฉียบขาด-ทันที ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้

นำมาสู่คำถาม…มาตรการที่มีอยู่ของบทบาท “ด่านหน้า” คัดกรองก่อนเข้าประเทศ และติดตามการพำนักในประเทศของชาวต่างชาติ  ปัจจุบันดำเนินการเข้มงวดแค่ไหน โดยเฉพาะหลังรัฐบาลส่งสัญญาณปราบอาชญากรรมข้ามชาติหนักอีกครั้งในช่วงนี้

“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถาม พล.ต.ต.เชิงรณ  ริมผดี  รอง ผบช.ศ. ช่วยราชการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ในฐานะโฆษก สตม. เผยถึง รูปแบบปัญหาของต่างชาติที่ลอบอยู่ประเทศไทยนานว่า  โดยปกติการพำนักของชาวต่างชาติมีกรอบเวลากำหนดตาม “ประเภทวีซ่า” อยู่แล้ว ดังนั้น คำว่า “ลักลอบ” อยู่เมืองไทย อาจตีความได้ 2 กรณี คือ

การลักลอบเข้าเมืองมาอยู่แบบผิดกฎหมาย และการเข้าเมืองมาถูกกฎหมาย แต่อยู่ “เกิน” กว่าเวลาที่กฎหมายกำหนด (Over stay)  การเข้าเมืองมาถูกกฎหมาย และอยู่ในเวลาตามวีซ่าที่กฎหมายกำหนด แต่ใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ใช้ฟรีวีซ่า ซึ่งเป็นวีซ่าเพื่อท่องเที่ยวอยู่ได้ 60 วัน และขอต่อได้อีก 30 วัน รวมเป็น 90 วัน แต่กลับแฝงตัวทำงาน โดยใช้ฟรีวีซ่าครั้งละเกือบ 90 วัน เมื่อครบก็เดินทางออกแล้วกลับเข้าใหม่ต่อเนื่องแบบนี้เป็นลักษณะ Visa Run

สำหรับข้อสงสัยชาติใดที่มักอยู่ในไทยเป็นระยะเวลานาน และสร้างข้อกังวลถึงการรวมกลุ่มเป็นชุมชน โฆษก สตม. ระบุ ต้องแยกแยะหากวีซ่าถูกต้อง เช่น  วีซ่าทำงาน และพำนักในย่านชุมชนต่างชาติกลุ่มเดียวกัน แล้วใช้ชีวิตอย่างสุจริต ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะประเทศไทยยอมรับสังคม วัฒนธรรม ศาสนาที่หลากหลาย  

แต่ถ้ารวมกันเป็นชุมชนแล้วสร้างปัญหาให้สังคมในพื้นที่ เช่น สร้างความรำคาญ สร้างสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเป็นภัยความมั่นคง หรือ เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมถือว่าเป็นภัยคุกคาม ซึ่งขณะนี้สังคมไทยโฟกัสไปที่อิสราเอล และอีกหลายชาติ ที่เป็นนอมินีที่เกาะพะงัน  จ.สุราษฎร์ธานี  หรือในอดีตก็เป็นกลุ่มชาวจีนในย่านห้วยขวาง กทม. ที่สงสัยว่าเป็นแหล่งธุรกิจฟอกเงินของสแกมเมอร์ ซึ่งปัจจุบันกวาดล้างไปจำนวนมาก

“พิกัดที่กำลังเป็นปัญหา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เปิดกว้างด้านการท่องเที่ยว และมีความห่างไกลในการตรวจสอบ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว เช่น เกาะพะงัน  สมุย จ.สุราษฎร์ธานี หรือ จ.แม่ฮ่องสอน”

อย่างไรก็ตาม หลังรัฐบาลส่งสัญญาณปราบหนัก ในส่วน สตม.เน้นเชิงรุกเน้นเรื่องภารกิจ “ด่านหน้า” คัดกรอง  รวมถึงการสืบสวนดำเนินการกับผู้ที่สร้างความเดือดร้อนหลังเข้ามาในประเทศ  สตม.มีมาตรการเข้มต่อเนื่อง ตั้งแต่การคัดกรองการเข้าโดยเฉพาะสนามบิน

เฉพาะปี 68 มีการปฏิเสธต่างชาติที่เข้าข่ายความเสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย หรือมีวีซ่าที่ไม่เรียบร้อยกว่า 20,000 คน  มีมาตรการเอกซเรย์พื้นที่  มีการตรวจสอบการพำนักและจัดทำข้อมูลท้องถิ่น เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบต่างชาติที่เข้าลักษณะเสี่ยง

รวมถึงการคัดกรองต่างชาติที่ใช้วีซ่าผิดประเภท โดยเฉพาะกลุ่มฟรีวีซ่า และกลุ่มวีซ่านักเรียน โดยมีการเพิกถอนวีซ่าในช่วงปี 68 ไปแล้ว “นับพันราย” และยังคงใช้มาตรการนี้ต่อเนื่องไป

“ทั้งต้องเข้าใจก่อนว่าคนต่างชาติที่จะถูกขึ้นแบล็กลิสต์ในระบบ  ต้องเป็นต่างชาติที่กระทำผิดคดีอาญา และถูกดำเนินคดีโทษจำคุก จนถูกเพิกถอนวีซ่า และนำไปสู่การเนรเทศผลักดันออกนอกประเทศไทย รวมถึงต่างชาติที่มีหมายจับจากตำรวจสากล”

ปัจจุบันมีตัวเลขต่างชาติที่ถูกขึ้นแบล็กลิสต์ในระบบตั้งแต่อดีตหลายสิบปีก่อน จนถึงขณะนี้นับ “แสนคน” สาเหตุการถูกแบล็กลิสต์มาจากการกระทำผิดคดีอาญา จนเป็นเหตุให้มีการลงโทษในชั้นจำคุก ไม่ว่าจะเบาหรือหนัก รวมถึงการกระทำผิดในลักษณะของการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดีของประเทศ ซึ่งทั้งหมดนอกจากถูกเพิกถอนวีซ่าก็ต้องถูกผลักดันเนรเทศออกไปทั้งหมด

ทั้งนี้ การขึ้นแบล็กลิสต์มีผลตลอดชีวิตอยู่แล้ว เว้นแต่ต่างชาติรายนั้นมีการยื่นขออุทธรณ์ให้พิจารณาทบทวน ขอถอนรายชื่อ ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ส่วนความร้ายแรงนั้นขอย้ำว่าทุกความผิดคดีอาญา ไม่ว่าจะหนักจะเบา ตั้งแต่ก่อการร้าย ยาเสพติด ไปจนถึง ขโมยของเล็ก ๆ น้อย ๆ ล้วนถูกขึ้นแบล็กลิสต์ไม่ให้เข้าประเทศทุกราย.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน