เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ประชุมร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว หลังเกิดเหตุรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง บริเวณจุดตัดทางรถไฟอโศก-ดินแดง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

ภายหลังการประชุม พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เปิดเผยว่า วันนี้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาในเบื้องต้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก โดยจะแบ่งการแก้ปัญหาเป็น 3 ระยะ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม ในแต่ละหน่วยงานจะมีการประชุมแยกอีกครั้งหนึ่ง สำหรับตำรวจในขณะนี้ได้รับคำสั่งมาจาก ผบ.ตร. ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจรัง ในจุดตัดทางรถไฟอย่างเข้มงวด โดยจะมีการจัดตำรวจลงไปดูเรียบร้อยแล้ว

ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้น ตำรวจจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สำรวจจุดจัดรถไฟ เพื่อดูการตีเส้นจราจร การติดป้ายเตือน การติดตั้งกล้องวงจรปิด และอุปกรณ์ความปลอดภัยต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งาน ขณะที่ระยะกลางและระยะยาวจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการจุดตัดทางรถไฟและทางร่วมทางแยกเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุในอนาคต

ส่วนในด้านการจราจรในบริเวณจุดตัดทางรถไฟจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะดำเนินการอย่างไร จัดระบบการจราจรอย่างไร ถึงจะแก้ไขการจราจรได้

อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยพบว่ามีจุดตัดรถไฟใน กทม. มีทั้งหมด 71 จุด ขณะนี้พบว่ามีจุดเสี่ยงอยู่ 19 จุด โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลได้สั่งการให้สำรวจและจัดระดับความเสี่ยงเป็นสีแดง เหลือง และเขียว เพื่อประเมินว่าจุดใดมีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากสภาพกายภาพของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ซึ่งหลังจากนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่ร่วมกันเพื่อตรวจสอบว่าจุดใดมีข้อบกพร่องหรือยังขาดมาตรการด้านความปลอดภัย รวมถึงพิจารณาปรับปรุงสภาพกายภาพให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยทำงานร่วมกันอย่างจริงจังหรือไม่ พล.ต.ท.สยาม ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีการประสานงานกันอยู่แล้ว ในระดับผู้ปฏิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางร่วมทางแยก มีการพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมาโดยตลอด แต่ยังไม่ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากนัก ซึ่งหลังจากนี้จะมีการบูรณาการความร่วมมือมากขึ้น

ส่วนกรณีที่สังคมตั้งคำถามว่าหน่วยงานรัฐอาจละเลยหรือ “พลั้งเผลอ” ในอดีตนั้น พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า ต่อจากนี้จะมีการนำข้อมูลตารางเวลาเดินรถที่ทราบล่วงหน้ามาใช้ในการบริหารจัดการร่วมกันมากขึ้น พร้อมยอมรับว่า ที่ผ่านมาแม้จะมีการประสานข้อมูลกันอยู่แล้ว แต่บางส่วนอาจยังไม่ครบถ้วน จึงต้องมีการประชุมหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการและป้องกันอุบัติเหตุในอนาคตให้รัดกุมยิ่งขึ้น

ด้านนายอุดม เหมาเพชร วิศวกรใหญ่ฝ่ายการช่างโยธา การรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงถึงมาตรการด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ของไม้กั้นและแผงกั้นว่า ปัจจุบันการรถไฟฯ ได้ดำเนินมาตรการทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงในกรุงเทพฯ ซึ่งมีจุดตัดทางรถไฟทั้งหมด 71 จุด และมีจุดเสี่ยงอีก 19 จุด ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

นายอุดม ระบุว่า มาตรการเร่งด่วนขณะนี้ผู้ว่าการรถไฟ ได้สั่งเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุดกั้นรถไฟเพิ่มอีก 1 คน พร้อมกำชับให้ผู้บังคับบัญชาระดับต้น รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายเครื่องกล และผู้ตรวจบนรถจักรลงพื้นที่ตรวจตราและควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถ และพนักงานประจำป้อมอย่างใกล้ชิด

ส่วนระบบเครื่องกั้นถนนในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในยังคงใช้ระบบไฟฟ้าที่มีเจ้าหน้าที่ควบคุม เนื่องจากการจราจรมีความหนาแน่นสูง หากใช้ระบบอัตโนมัติอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้ ขณะที่พื้นที่ชานเมืองหรือโซนนอกจะใช้เครื่องกั้นอัตโนมัติแทน โดยยืนยันว่าเครื่องกั้นที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังเหมาะสมกับสภาพการจราจรของกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัจจุบันเครื่องกั้นหลายจุดยังปิดได้เพียงฝั่งละ 1 ด้าน และมีไม่เต็มพื้นที่ ทำให้มีข้อเสนอให้ติดตั้งเครื่องกั้นให้ครบทั้ง 4 ด้าน ซึ่งการรถไฟกำลังหาแนวทางดำเนินการในระยะยาว โดยปกติหากจุดใดมีสถิติอุบัติเหตุหรือมีความเสี่ยงสูง ก็จะได้รับการพิจารณาติดตั้งเครื่องกั้นเต็มรูปแบบ ส่วนกรณีที่มีภาพเครื่องกั้นจุดตัดพญาไทชำรุด เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน นายอุดม ระบุว่า เหตุล่าสุดบริเวณพญาไท คาดว่าเกิดจากการถูกชนจากประชาชนจนเครื่องกั้นเสียหาย ไม่ได้เกิดจากการชำรุด พร้อมยืนยันว่าเครื่องกั้นระบบไฟฟ้าจะมีเจ้าหน้าที่เข้าดูแลทันทีเมื่อเกิดการชำรุด โดยขณะนี้มีทีมบำรุงรักษาสแตนด์บายตลอด 24 ชั่วโมง

พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 เปิดเผยความคืบหน้าคดีรถไฟชนรถเมล์ว่า ขณะนี้สอบปากคำผู้บาดเจ็บเพิ่มแล้ว 14 ราย จากทั้งหมด 32 ราย รวมถึงสอบเจ้าหน้าที่รถไฟเพิ่มอีก 1 ราย และนัดสอบเพิ่มเติมอีก 2 ราย โดยอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาความรับผิดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าในวันเกิดเหตุ การรถไฟได้ประสานให้ตำรวจเข้ามาช่วยจัดการจราจรบริเวณดังกล่าวหรือไม่ พล.ต.ต.วรศักดิ์ ยืนยันว่า ปกติมีช่องทางในการประสานงาน ในการปฏิบัติการเพื่ออำนวยความสะดวกอยู่แล้ว แต่ในวันเกิดเหตุไม่มีการรับแจ้งประสานเข้ามา โดยปกติการประสานงานระหว่างหน่วยงานเป็นไปเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานร่วมกัน ไม่ใช่ข้อบังคับ และในวันเกิดเหตุไม่มีการแจ้งประสานมายังตำรวจ

พล.ต.ต.วรศักดิ์ ระบุว่า จะตรวจสอบอย่างรอบด้านว่าทั้งผู้ขับรถเมล์ ผู้ขับรถไฟ เจ้าหน้าที่ควบคุมสัญญาณ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนหรือไม่ หากพบผู้กระทำผิดก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าการพิจารณาดำเนินคดีกับประชาชนที่ฝ่าฝืนขับรถคร่อมราง จะยึดหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและข้อเท็จจริงเป็นหลัก โดยยืนยันว่าไม่กลัวประชาชนวิจารณ์ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ใครผิดต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด

ส่วนกรณีคนขับรถไฟตรวจพบสารเสพติด 2 ชนิด พล.ต.ท.สยาม ระบุว่า ตำรวจอยู่ระหว่างพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการเดินรถไฟอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การเดินรถทางราง ไม่ใช่ พ.ร.บ.จราจรทางบก ซึ่งตรงนี้ในส่วนของ พ.ร.บ.การเดินรถทางราง และพ.ร.บ.จราจรทางบก ไม่ครอบคลุม “ขับเสพ” รถไฟ ดังนั้นตำรวจจะพิจารณาแจ้งข้อหาเสพสารเสพติด เนื่องจากมียาบ้า ส่วนกัญชากฎหมายไม่ได้ระบุเป็นสารเสพติด ส่วนกรณีข้อหาเสพยาบ้า กฎหมายระบุว่า หากไม่พบของกลางจะเป็นแค่เพียงผู้ป่วย จึงต้องพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง

ส่วนกรณีที่รถชาวบ้านไปคร่อมรางจะพิจารณาในเจตนาว่าตั้งใจจะเข้าไปหรือเกิดเหตุขัดข้องอย่างอื่น เช่น การจราจรติดขัด เนื่องจากจะมีผลผูกพันกับการประกันภัย ดังนั้นก็ยืนยันก็จะดำเนินการอย่างรอบคอบ แต่เบื้องต้นตอนนี้ทางการรถไฟยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับประชาชนที่ขับรถคร่อมรางในวันเกิดเหตุแต่อย่างใด มีเพียงแจ้งแค่เคสคนขับไรเดอร์ที่เข้าไปปัสสาวะแล้วถูกรถไฟเฉี่ยวชนเท่านั้น

ทั้งนี้สำหรับการตรวจหาสารเสพติดในพนักงานการรถไฟ นายอุดม ยอมรับว่า ที่ผ่านมาตรวจเพียงแอลกอฮอล์เพียงเท่านั้น ซึ่งตอนนี้มีการตรวจหาสารเสพติดในพนักงานการรถไฟทั้งหมดหลังจากเกิดเหตุ เบื้องต้นพบปัสสาวะม่วงในร่างกายของคนขับรถไฟอีก 2 ราย

ภายหลังการแถลง นายอุดม เหมาเพชร วิศวกรใหญ่ฝ่ายการช่างโยธา การรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิตออกมาตําหนิว่าทางการรถไฟฯ ไม่เคยติดต่อ หรือแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า น่าจะเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนแต่ยืนยันว่าทางรักษาราชการแทนผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมผู้อํานวยการฝ่ายบุคคลได้ประสานในเรื่องนี้แล้ว พร้อมขอโทษครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิตกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีช่างเครื่องมีโอกาสจะขึ้นมาขับรถไฟได้หรือไม่ ทางนายอุดม ยืนยันว่า ไม่สามารถทําหน้าที่แทนกันได้ ช่างเครื่องมีหน้าที่ดูระบบสัญญาณเท่านั้น ซึ่งทั้ง 2 หน้าที่มีความสําคัญ ส่วนเรื่องการเซ็นเบิกเบี้ยเลี้ยง ตนเองไม่ทราบเพราะอยู่ในชุดกรรมการสอบสวนเป็นคนละส่วนกับตนเอง