น.ส.ศุภมาศ อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการหารือร่วมกันระหว่างผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้า Volvo EX30 กับ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ว่า ล่าสุดจากการหารือร่วมกันยังไม่สามารถตกลงกันได้ โดยล่าสุดพบว่ามีประชาชนที่ร้องเรียนเข้ามามากถึง 300 รายแล้ว จากที่เคยแจ้งเข้ามาที่ 45 ราย และเข้ามาร่วมหารือกับบริษัทเอกชนจำนวน 60 ราย ซึ่งผู้เสียหายยืนยันว่าไม่ต้องการรถยนต์แล้ว  เนื่องจากพบว่าผู้เสียหายบางรายได้รับผลกระทบต่อเนื่องเช่น ห้ามไม่ให้นำรถรุ่นนี้เข้าไปจอดในคอนโดมีเนียม หรือแม้แต่บางราย ไม่กล้าชาร์จทิ้งไว้ในตอนกลางคืน โดยเวลานี้กำลังกลายเป็นปัญหาชุลมุน และผู้เสียหายต้องการให้บริษัทรับซื้อรถรุ่นนี้คืนกลับไป 

อย่างไรก็ตามโดยบริษัทเอกชนยืนยันว่าได้สั่งแบตเตอรี่ล็อตใหม่เข้ามาแล้วและเตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนให้กับเจ้าของรถทั้ง 800 คัน ขณะเดียวกันบริษัทได้เยียวยามให้โดยการให้คูปองชาร์จไฟฟรี 8,500 บาท และมีรถให้ใช้ตอนรอเปลี่ยน 16 คัน จากผู้ที่ครอบครองรถประมาณ 1,668 คัน ซึ่งผู้เสียหายไม่ยอมรับข้อเสนอจากทางบริษัท 

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ในเมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ สคบ.ในฐานะผู้ดูแลคุ้มครองผู้บริโภคจะทำหน้าที่ฟ้องแพ่งแทนผู้บริโภคก่อนในลักษณะฟ้องกลุ่ม โดยการฟ้องแพ่งหมายความว่าบริษัทต้องจ่ายเงินคืนให้กับผู้เสียหายเท่าที่จ่ายไปพร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งสคบ.กำลังพิจารณาว่าจะสามารถฟ้องอาญาด้วยเหรือไม่ จากกรณีที่ไม่ตรงปก หรือโฆษณาเกินจริง เพราะในการให้ข้อมูลกับผู้บริโภคระบุว่าการชาร์จไฟ 1 ครั้งจะสามารถวิ่งได้ 300 กม. แต่อยู่ๆมาบอกว่าชาร์จเต็ม 100% ไม่ได้ ต้องชาร์จเพียง 70%  ซึ่งเรื่องนี้กำลังพิจารณาอยู่ว่าเข้าข่ายอาญาด้วยหรือไม่หากเข้าข่าย ก็จะดำเนิการฟ้องตามกระบวนการกฎหมายทันที ส่วนกรณีที่เกิดกับรถวอลโว่ เอ็กซี 60 ได้เรียกบริษัทมาชี้แจงในวันที่ 29 พ.ค.นี้

อย่างไรก็ตามขณะนี้สคบ.กำลังพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายเลมอนลอว์ หรือร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า เป็นกฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภคกรณีซื้อสินค้าชำรุดบกพร่องตั้งแต่แรก โดยให้สิทธิผู้ซื้อในการเปลี่ยนคืนสินค้าหรือขอเงินคืนได้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค โดยในหลายประเทศได้มีกฎหมายตัวนี้บังคับใช้แล้ว เช่นกรณีที่สหรัฐ จึงทำให้การดูแลผู้บริโภคทำได้ง่ายขึ้น และผู้บริโภคมีที่พึ่ง หากประเทศไทยมีกฎหมายตัวนี้ ก็จะไม่มีการฟ้องร้องอะไรที่วุ่นวายเหมือนกรณีที่เกิดขึ้น หากมีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน บริษัทเอกชนก็ต้องดำเนินการเปลี่ยนสินค้าให้กับผู้บริโภคตามกฎหมาย โดยสคบ.ต้องทำหน้าที่เป็นที่พึ่งให้กับผู้บริโภคให้ได้ ซึ่งกฎหมายตัวนี้อยู่ในชั้นกฤษฎีกา และจะพยายามให้ออกมาให้ได้ภายในปี 69 นี้ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบน้อยลงกว่านี้ หรือไม่ถูกรังแกในทุกมิติ.