การขุดพบฟอสซิลไม่ว่าจะเป็นกระดูกไดโนเสาร์ เปลือกหอย ซากพืช แมลง หรือการพบร่องรองของสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่เมื่ออดีตกาล ไม่เพียงน่าตื่นเต้น !!
แต่ยังเป็นหลักฐาน ไขปริศนา พาให้เราเข้าใจประวิติศาสตร์ การกำเนิด วิวัฒนาการ เห็นถึงสภาพแวดล้อมของโลกยุคดึกดำบรรพ์ การศึกษาสิ่งมีชีวิตในอดีตที่สืบค้นจากหลักฐาน ซากดึกดำบรรพ์ หรือฟอสซิล (Fossil) การทำงานอย่างเข้มข้นของ “นักบรรพชีวิน” ยังเกิดเป็นฐานข้อมูลองค์ความรู้สำคัญ ต่อยอดสู่ความเข้าใจในด้านต่างๆ หลายมิติ

สืบเนื่องจากการค้นพบไดโนเสาร์ นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส (Nagatitan chaiyaphumensis) ไดโนเสาร์ที่ถูกจัดให้เป็นไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยมีการค้นพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไดโนเสาร์ลำดับที่ 14 ของไทยที่พบในภูมิภาคอีสานแหล่งฟอสซิลสำคัญระดับโลก
นอกจากความน่าสนใจในเรื่องราวของไดโนเสาร์ ตามรายงานข่าว ไดโนเสาร์ชนิดที่ 14 ของไทย “นาคาไททัน” เป็นไดโนเสาร์ที่ได้รับการตั้งชื่อในประเทศไทย โดยดร.ศิตะ มานิตกุล นักบรรพชีวินวิทยาจากศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่มาของชื่อ นาคา มาจาก “พญานาค” สัตว์ในตำนานและความเชื่อของไทย
ไททัน หมายถึง ยักษ์ในตำนานกรีก สื่อถึงไดโนเสาร์คอยาวขนาดใหญ่โตมโหฬาร ขณะที่ ‘ชัยภูมิเอนซิส’ ตั้งชื่อตามจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นแหล่งค้นพบ ทั้งนี้ นาคาไททันถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Titanosauriformes (ซอโรพอดคอยาว) ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับไดโนเสาร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฯลฯ

จากการค้นพบยังเปิดเผยถึงบทบาทสำคัญนักบรรพชีวินวิทยา ทำให้ได้รู้จักกับศาสตร์แขนงนี้ และรวมถึงชื่อบรรพชีวิน โดยผู้ที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงอาจไม่คุ้นเคย
วาไรตี้นำเรื่องน่ารู้ ชวนตามรอยสำรวจ ทำความรู้จักกับบรรพชีวินวิทยา แกะร่องรอยประวัติศาสตร์ของโลก สิ่งมีชีวิตผ่านหลักฐานซากดึกดำบรรพ์ โดย ดร.สุชาดา คำหา นักวิชาการ นักบรรพชีวินวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ให้ความรู้ในประเด็นนี้ว่า นักบรรพชีวิน เราศึกษาเรื่องราวสิ่งมีชีวิตในอดีตจากหลักฐานที่เรามี ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาข้อมูลต่างๆ ผ่านหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หลักฐานการทดลอง แต่นักบรรพชีวินศึกษาหลักฐานที่ธรรมชาติบันทึกไว้ซึ่งก็คือ “ซากดึกดำบรรพ์ หรือฟอสซิล” สิ่งนี้คือ “บันทึกของธรรมชาติที่เก็บรักษาไว้”
นักวิชาการ นักบรรพชีวินวิทยา ดร.สุชาดา อธิบายเพิ่มอีกว่า ฟอสซิลที่อยู่ใต้พื้นดินสามารถพาเราไปค้นคำตอบอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับธรรมชาติ เกี่ยวกับโลกของเรา หรือแม้กระทั่งเกี่ยวกับตัวเรา ทั้งนี้มนุษย์มีความสงสัยใคร่รู้ เรามาจากไหน โลกของเราเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมทวีปต่างๆถึงมีลักษณะภูมิประเทศไม่เหมือนกัน ฯลฯ ซึ่งความสงสัยเหล่านี้ค้นได้จาก “ฟอสซิล”

“บรรพชีวินวิทยารวมวิทยาศาสตร์หลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ฟอสซิล เป็นหลักฐานที่พาเราย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน ได้โดยฉายให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมบรรพกาลที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาต่างๆ การล้มหายสูญพันธุ์ไป ฯลฯ โดยเหล่านี้ศึกษาได้จากหลักฐานฟอสซิล
ในอดีตไม่มีการบันทึก ไม่มีวีดิโอฉายให้เห็นภาพเหล่านั้น ฟอสซิล จึงเป็นหลักฐานหนึ่งที่ทำให้ภาพอดีตเด่นชัด เป็นฐานความรู้ เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สำคัญ ไขคำตอบบางสิ่งบางอย่าง หรืออาจนำพาให้เราเข้าใจ หรือคาดการณ์อะไรบางอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”

อย่างเช่น แผ่นดินไหว เราเคยมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นในอดีตมามากมายนับแต่มนุษย์ยังไม่เกิดขึ้น มีหลักฐานทางธรณีวิทยาและหลักฐานอื่นๆที่สามารถเชื่อมโยงเหตุการณ์รุนแรงในอดีตที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร ปัจจุบันจะเกิดขึ้นหรือไม่ หรืออนาคตจะเกิดอีกหรือไม่นั้น
ฟอสซิล สามารถไขคำตอบจากอดีต ทำให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและสามารถนำไปใช้ทำความเข้าใจกับปัจจุบัน และคาดการณ์เหตุการณ์อนาคต หลักฐานฟอสซิลจึงเป็นเหมือนประตู เปิดให้เห็นอดีต และคาดเดาได้ว่าจะเจออะไรในอนาคต
“บรรพชีวินวิทยา เป็นศาสตร์ที่ช่วยให้เข้าใจโลกและธรรมชาติ อาจจะไม่ใช่ศาสตร์ล้ำสมัยเหมือนนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตเราสะดวกสบาย แต่จะทำให้เรามีความเข้าใจโลกในปัจจุบันและโลกในอดีตมากขึ้น และเชื่อมโยงข้อมูลผนวกรวมกันเป็นภาพที่ฉายให้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ฯลฯ”

นักวิชาการ นักบรรพชีวินวิทยา ดร.สุชาดาเล่าเพิ่มอีกว่า สิ่งที่ศึกษาจึงไม่ใช่แค่ไดโนเสาร์ แต่เมื่อพูดถึงบรรพชีวินจะนึกถึงไดโนเสาร์เป็นสิ่งแรก เพราะไดโนเสาร์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความพิเศษ ที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน อีกทั้งมีภาพยนตร์ การ์ตูน หนังสือต่างๆ ที่ไดโนเสาร์เป็นพระเอก ไดโนเสาร์จึงเป็นภาพสะท้อนสำหรับการศึกษาเรื่องราวสิ่งมีชีวิตในอดีต
“จริงๆแล้วมีทั้งพืช สัตว์ แมลง สิ่งมีชีวิตในทะเล และบนบก ในน้ำ ฯลฯ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ อย่างตนเองมีความเชี่ยวชาญ “ฉลามน้ำจืด” ศึกษาฟัน เกล็ด เจาะลึกเรื่องนี้ หรือในกลุ่มเพื่อนนักบรรพชีวินจะเชี่ยวชาญศึกษาเรื่องปลา ไดโนเสาร์กินพืช ไดโนเสาร์กินเนื้อ เชี่ยวชาญเรื่องเฟิร์น แมลง หอยสองฝา หอยฝาเดียว ฯลฯ เป็นสาขาที่ถ้ามองในแนวลึกก็จะลึกลงไปเรื่อยๆ โดยทั้งหมดศึกษาฟอสซิล”

นอกจากนี้ยังมีสาขาที่ ศึกษาสภาพแวดล้อมโบราณ ศึกษาย้อนกลับไปเพื่อให้เห็นภาพในอดีต เคยเป็นอะไรมาก่อน สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร หรือ ศึกษาร่องรอย อย่างเช่น รอยเท้า รอยต่างๆที่เกิดขึ้น รอยชอนไชของหนอน หรือแม้แต่ ท่าทางการตายอย่างเชน เกิดสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งอย่างรวดเร็ว หรือเกิดน้ำท่วม ทำให้สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในน้ำตาลงด้วยท่าทางแบบนี้ ทับถมสะสมกลายเป็นฟอสซิลลักษณะนี้ ฯลฯ เป็นอีกศาสตร์ที่มีการศึกษาแยกออกไป ที่มีความลึกของข้อมูล ฯลฯ
“นักวิทยาศาสตร์แต่ละสาขามีความพิเศษ มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ บรรพชีวินก็เช่นกัน มีความจำเพาะ เจาะลึกลงไปในสิ่งที่ศึกษา การศึกษาในสาขานี้สามารถแตกแขนงเป็นอาชีพได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย นักวิชาการ การทำงานด้านพิพิธภัณฑ์ หรือศิลปิน ฯลฯ ก็สามารถทำได้ โดยยังมีงานอีกหลายส่วนที่ต้องการกำลังคน องค์ความรู้นี้มาร่วมกันขับเคลื่อนแวดวงบรรพชีวินให้ก้าวไปข้างหน้า”

ปัจจุบันแวดวงวิชาการบรรพชีวินของไทยไม่น้อยหน้าใคร มีงานวิจัยใหม่ๆ และมีซากดึกดำบรรพ์อีกจำนวนไม่น้อยที่รอคอยการศึกษาสำรวจ นักวิชาการ นักบรรพชีวินวิทยา ดร.สุชาดา ให้มุมมองอีกว่า ฟอสซิลที่ขุดพบจากภูมิภาคต่างๆมีความโดดเด่นต่างกัน ขณะที่อายุมากหรือน้อยก็มีความต่างกัน ด้วยเพราะการสะสมของตะกอนในแหล่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน
ฟอสซิล ถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่มีคุณค่าในแง่ของการศึกษา จากที่กล่าวปัจจุบันมีซากดึกดำบรรพ์ที่รอคอยการค้นพบ รอคอยการศึกษา หลักฐานจากอดีตที่ทรงคุณค่าในปัจจุบัน และอนาคต.
พงษ์พรรณ บุญเลิศ



