เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันแรกของการเปิดลงทะเบียนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ ภายใต้ชื่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเริ่มเปิดระบบให้ประชาชนกดรับสิทธิเงินเยียวยา 4,000 บาท ผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นไปอย่างคึกคักและวุ่นวายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากเป็นโครงการใหญ่ขวัญใจฐานรากที่มีโควตาสูงถึง 30 ล้านสิทธิ ส่งผลให้มีปริมาณผู้ใช้งานหลั่งไหลเข้าสู่ระบบพร้อมกัน จนทำให้แอปพลิเคชันเป๋าตังเกิดอาการหน่วงและใช้เวลาประมวลผลนานกว่าปกติ


ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ลงทะเบียนรายใหม่ กลุ่มผู้ที่เปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์มือถือใหม่ และผู้ประสบปัญหาทางเทคนิค ต่างพร้อมใจกันเดินทางมุ่งหน้าสู่ธนาคารกรุงไทย เพื่อรับการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่จนแน่นขนัดตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ โดยที่ธนาคารกรุงไทย สาขาวงเวียนสระแก้ว อ.เมือง จ.ลพบุรี มีประชาชนและกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่ที่ต้องการร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” มารอต่อคิวล้นออกมานอกธนาคารตั้งแต่เวลา 05.00 น. เช่นเดียวกับ นางเอวา นิลสง่า อายุ 56 ปี ชาวลพบุรีที่มารอเป็นคิวแรก เนื่องจากเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่แล้วระบบหลุด ยืนยันว่าเงินจำนวนนี้มีความสำคัญมากในการนำไปใช้จ่ายประทังชีพและแบ่งเบาภาระของครอบครัวที่มีรายได้น้อย


ที่ จ.ปราจีนบุรี มีประชาชนแห่มายืนยันตัวตนผ่านแอปเป๋าตัง และลงทะเบียนรับสิทธิ ที่สำนักงานของธนาคารกรุงไทย สาขากบินทร์บุรี แน่นธนาคาร และรับบัตรคิวในการรับบริการ โดยมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารให้บริการและให้คำแนะนำในการดำเนินการ


นางกอบกุล พิมพ์อรัญ อายุ 76 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลนนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ได้เดินทางมาที่ธนาคารตั้งแต่เวลา 04.00 น.มายืนยันตัวตนโครงการ ตอนนี้ก็ยืนยันตัวตนผ่านแล้ว ก็จะได้ใช้สิทธิโครงการไทยพลัส ขอให้ได้ทุกคนขอให้ผ่านทุกคน อยากให้ทุกคนสำเร็จทุกคน ขอให้ทุกคนโชคดี


เช่นเดียวกับสถานการณ์ในพื้นที่ภาคอีสาน ณ ธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดขอนแก่น บรรยากาศเป็นไปอย่างเนืองแน่นจนทางธนาคารต้องเปิดจุดบริการพิเศษบริเวณด้านข้างอาคารเป็นการเร่งด่วน เพื่อรองรับคลื่นประชาชนที่ทยอยเดินทางมาติดต่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยปัญหาเชิงเทคนิคส่วนใหญ่ที่พบได้แก่ การเปลี่ยนซิมการ์ดหมายเลขโทรศัพท์ บัตรประชาชนมีปัญหา ซิมโทรศัพท์ไม่ได้ลงทะเบียนชื่อตนเอง การลืมรหัสผ่าน (PIN) รวมถึงกลุ่มที่ไม่เคยได้รับสิทธิโครงการรัฐบาลใดๆ มาก่อน
ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องคอยเร่งอธิบายสร้างความเข้าใจ โดยเฉพาะกรณีที่หน้าจอแอปพลิเคชันเป๋าตัง ขึ้นสถานะ “รอตรวจสอบ 3 วัน” ว่านั่นคือการลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องเป็นกังวลใจไป ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ห่างไกล อาทิ น.ส.นิภารัตน์ มาตรประสงค์ อายุ 26 ปี ชาวอำเภอน้ำพอง ที่ต้องตัดสินใจพาคุณแม่นั่งรถข้ามอำเภอเข้ามาในตัวเมืองขอนแก่น เนื่องจากตู้สแกนหน้าอัจฉริยะตามจุดบริการรอบนอกตั้งอยู่ค่อนข้างสูง ประกอบกับคุณแม่เป็นผู้สูงอายุ ทำให้ระบบตรวจจับใบหน้าไม่ผ่าน ยอมรับว่าขั้นตอนมีความยุ่งยากซับซ้อนมากสำหรับคนเฒ่าคนแก่ หากไม่มีลูกหลานคอยดูแลใกล้ชิด


นอกจากนี้ กลุ่มผู้ลงทะเบียนรายใหม่และผู้มีรายได้น้อย ยังได้สะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะส่งตรงถึงรัฐบาล โดย ร.ต.โอวาส ประกอบดี อายุ 73 ปี ชาวอำเภอเมืองขอนแก่น ซึ่งพยายามลงทะเบียนเองถึง 3 ครั้งแต่ไม่ผ่าน เนื่องจากระบบแจ้งรหัสบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง ได้เปิดเผยว่า อยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจ่ายเงินสวัสดิการช่วยเหลือในลักษณะนี้ให้แก่ประชาชนทุกคนโดยตรงแบบอัตโนมัติผ่านฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรที่มีอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเปิดให้ลงทะเบียนแข่งขันแย่งชิงสิทธิกันจนเกิดความวุ่นวาย เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีปัญหาเรื่องสายตาฝ้าฟาง มีอุปสรรคในการสแกนใบหน้า เนื่องจากต้องใส่แว่นตาทำให้ระบบ AI ตรวจจับดวงตาไม่ได้


สอดคล้องกับ นางสุจิตรา บุญศรี อายุ 49 ปี ชาวอำเภอพระยืน ที่ต้องยอมเสียเวลาและค่าเดินทางขับรถไกลกว่า 30 กิโลเมตร เข้ามาในตัวเมืองขอนแก่นเพียงเพราะลืมรหัสผ่าน เนื่องจากในอำเภอที่ตนอาศัยอยู่ไม่มีสาขาธนาคารกรุงไทยตั้งอยู่เลย พร้อมตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า เม็ดเงินกู้ที่รัฐบาลนำมาจัดทำโครงการนั้น สุดท้ายแล้วคนไทยทุกคนต้องร่วมกันชดใช้หนี้สินร่วมกันอย่างเท่าเทียม แต่เหตุใดในเวลาแจกจ่ายเงินช่วยเหลือ กลับไม่แจกให้ถ้วนหน้าทุกคน และต้องปล่อยให้คนจนเดินทางมานั่งรอลุ้นรับสิทธิด้วยความยากลำบากเช่นนี้



