กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดย คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สาขาโรคไม่ติดต่อ ด้านโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และเครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย (EACC) จัดประชุมวิชาการเครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย (EACC) ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “PROACTIVE CARE
& VALUE-BASED PRECISION” — รุกค้นหา รักษาแม่นยำ สู่ความคุ้มค่าที่ยั่งยืน ระหว่างวันที่ 25–26 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ มุ่งยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ให้เข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ลดภาระระบบสาธารณสุขและสร้างความยั่งยืนให้ระบบสุขภาพไทย พร้อมเปิดเผยข้อมูลจากระบบสารสนเทศ (HDC) ของกระทรวงสาธารณสุขปีงบประมาณ 2569 ที่สะท้อนทั้งความสำเร็จ ในการขยายคลินิกคุณภาพ (Value Based Healthcare) และ ประเด็นท้าทายที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะอัตราการกำเริบ ของ COPD ในภาพรวมประเทศปี 2568  135.2 ครั้งต่อ 100 ผู้ป่วย ที่ยังสูงกว่าค่าเป้าหมาย
≤ 110 ครั้ง อย่างมีนัยสำคัญ

นายแพทย์เกษม ตั้งเกษมสำราญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 13 ประธานในพิธี กล่าวถึงทิศทางนโยบายในภาพรวมว่า “โรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นหนึ่งในภาระโรคที่สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ภายใต้ความท้าทายของปัจจัยสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงในหลายภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข จึงมุ่งเน้นนโยบาย ‘การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน’ (Preventive Healthcare) ผ่านกลไก Service Plan สาขาโรคไม่ติดต่อ ที่ยกระดับคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง สู่ ‘คลินิกคุณภาพ’ และส่งเสริมการดำเนินงานตามแนวทาง Value-Based Healthcare (VBHC) รวมถึงส่งเสริมการป้องกันเชิงรุก
หวังลดความรุนแรงของโรค ตั้งแต่ระดับโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วย จะช่วยลดอาการกำเริบเฉียบพลัน ลดภาระห้องฉุกเฉิน และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน นายแพทย์รักษ์พงศ์ เวียงเจริญ ประธานร่วมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สาขาโรคไม่ติดต่อ ด้านโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง กระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญจากระบบ Health Data Center (HDC) กระทรวงสาธารณสุข สะท้อนผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัด Service Plan ด้านโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปีงบประมาณ 2568 ว่า “ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาระโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ยังคงสูงกว่าค่าเป้าหมายในหลายตัวชี้วัดสำคัญ ทั้งอัตราการกำเริบเฉียบพลันในโรค COPD และอัตราการกำเริบในโรคหืดทั้งกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 15 ปีขึ้นไป และกลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ขณะเดียวกันความครอบคลุมของคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรังคุณภาพ มีพัฒนาการในทิศทางบวกอย่างชัดเจน”

“ข้อมูลผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 ชี้ชัดว่า ภาพรวมระดับประเทศยังมีอัตราการกำเริบ (135.2 ครั้ง) สูงกว่าค่าเป้าหมาย ≤ 110 ครั้งต่อ 100 ผู้ป่วยที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัด Service Plan ปี 2569 บ่งชี้ว่า ทุกเขตสุขภาพยังต้องค้นหาผู้ป่วยและการดูแลในเชิงรุกอย่างเร่งด่วน”

“ขณะที่อัตรากำเริบโรคหืดในผู้ป่วยอายุ 15 ปีขึ้นไป ภาพรวมประเทศอยู่ที่ 47.11 ครั้งต่อ 100 ผู้ป่วย ยังเกินค่าเป้าหมาย ≤ 35 ครั้ง ที่กำหนดไว้สำหรับปี 2569 และในกลุ่มอายุน้อยกว่า 15 ปี ภาพรวมประเทศอยู่ที่ 62.4 ครั้งต่อ 100 ผู้ป่วย เกินเป้า ≤ 45 ครั้งเช่นกัน— ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าระบบมีโอกาสพัฒนาอีกมาก และต้องเร่งดำเนินการแบบบูรณาการ”

“อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านความครอบคลุมของคลินิกคุณภาพถือเป็นข่าวดี โดยภาพรวมประเทศปี 2568 มีโรงพยาบาลที่จัดบริการ Asthma & COPD Clinic ผ่านเกณฑ์แล้วถึงร้อยละ 83.3 เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากร้อยละ 56.5 ในปีก่อนหน้า ดังนั้น เป้าหมายของ Service Plan ปี 2569 จึงตั้งไว้สูงขึ้นที่ ‘มากกว่าร้อยละ 90’ ของโรงพยาบาลในสังกัด สป.สธ. พร้อมเร่งแก้ปัญหาคอขวด เช่น การขาดแคลนเครื่องตรวจวัดสมรรถภาพปอด และการผลักดันการดำเนินงานตามแนวทางคลินิกคุณภาพ มุ่งเน้นการบูรณาการร่วมสหวิชาชีพและเครือข่าย หวังเป็นกลไกสำคัญในการดูแลรักษาและค้นหาผู้ป่วยในเชิงรุก”

ด้านกลไกการสนับสนุนงบประมาณ แพทย์หญิงลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ว่า “สปสช. ยังคงเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาคลินิกคุณภาพสำหรับผู้ป่วย Asthma และ COPD ภายใต้แนวคิด Value-Based Healthcare (VBHC) อย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2569 ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนจำนวน 73 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 และมุ่งหวังจะขยายผลเพิ่มขึ้นในปี 2570 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการลงทุนเชิงรุก เพื่อป้องกันการกำเริบของโรค ลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาล และลดภาระต่อระบบสาธารณสุขในระยะยาว”

“กลไกการจ่ายเงินแบบมุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Payment: VBP) ของ สปสช. ถูกออกแบบมาเพื่อต่อยอดโครงสร้างบริการปฐมภูมิที่มีอยู่เดิม โดยสนับสนุนให้หน่วยบริการนำส่งผู้ป่วย Asthma และ COPD เข้าสู่ระบบการรักษา ควบคู่กับการ ติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดอัตราการกำเริบและการเข้ารับบริการห้องฉุกเฉิน อันเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคและการลดภาระสุขภาพของประชาชนในระยะยาว”

สำหรับหน่วยบริการที่สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดี ทั้งในด้านการเข้าถึงการรักษา การลดการกำเริบของโรคและการลดการนอนโรงพยาบาล จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และระบบสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน

ด้าน รองศาสตราจารย์นายแพทย์วัชรา บุญสวัสดิ์ ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบง่าย (EACC) กล่าวตอกย้ำเจตนารมณ์และทิศทางการดำเนินงานของเครือข่ายว่า “ตลอด 21 ปีที่ผ่านมา EACC ได้ขยายเครือข่ายโรงพยาบาลถึง 1,400 แห่งทั่วประเทศ ด้วยหัวใจสำคัญคือการทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพในรูปแบบ 5 Simple Steps ที่ครอบคลุมตั้งแต่พยาบาลคัดกรอง เภสัชกรประเมินการใช้ยา แพทย์วินิจฉัยและรักษาตามแนวทาง พยาบาลให้ความรู้ผู้ป่วย และเภสัชกรให้คำปรึกษาเรื่องยา”

“ในปี 2569 EACC เราประกาศจุดยืนว่า จะไม่ตั้งรับรอผู้ป่วยมีอาการรุนแรงแล้วค่อยรักษา แต่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ ‘การเร่งค้นหาเชิงรุก’ ประสานกับชุมชนตั้งแต่ระดับ Pre-Hospital โดย รพช. ,และ รพ.สต. ทำการคัดกรองเบื้องต้น จากนั้นส่งต่อผู้ป่วยเข้ามาที่ระดับ In-Hospital เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาตามมาตรฐานในคลินิกคุณภาพ และต่อเนื่องไปยัง Post-Hospital ในการติดตามดูแล เพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำ — กรอบ Pre–In–Post Hospital นี้คือทิศทางที่ EACC จะใช้ขับเคลื่อนร่วมกับ สธ. และ สปสช.ในปี 2569 นี้”

“ในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือคลินิกคุณภาพ COPD & Asthma ขยายจากร้อยละ 56.5 เป็นร้อยละ 83.3 ในรอบเดียว และเป้าหมายปี 2569 ที่ตั้งไว้ ‘มากกว่าร้อยละ 90’ ของโรงพยาบาลในสังกัด สป.สธ. นั้น EACC พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน โดยจะมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพของคลินิกที่มีอยู่แล้ว ขยายเครือข่ายในเขตวิกฤต และนำองค์ความรู้จากศูนย์ความเป็นเลิศ เช่น คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มาเผยแพร่สู่โรงพยาบาลในเครือข่ายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ป่วยทั่วประเทศได้รับการรักษาตามมาตรฐานเดียวกัน เข้าสู่ภาวะโรคสงบ (Remission) และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน”

สำหรับการประชุม 21st EACC Annual Meeting จัดต่อเนื่องระหว่างวันที่ 25–26 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล เภสัชกร และบุคลากรสาธารณสุขจากเครือข่ายทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 300 ท่าน พร้อมพิธีมอบรางวัล EACC Excellence Award เพื่อยกย่องโรงพยาบาลที่มีผลงานดีเด่นในการดูแลผู้ป่วยโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังตามแนวทาง Value-Based Healthcare เพื่อหวังเป็นบทเรียนที่กระจายต่อไปยังโรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข และเป็นโมเดลคลินิกคุณภาพที่มุ่งยกระดับสาธารณสุขให้เดินได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน