ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ Biochar Phetchaburi Next Green “นวัตกรรมชีวภาพสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต” ณ ห้องประชุม L’amour hall Cha-am โรงแรมพิงภูแพรวรีสอร์ท อำเภอชะอำ โดยมี นายพลกฤต พวงวลัยสิน ปลัดจังหวัดเพชรบุรี และ นายธวัช สิทธิยานุรักษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และเกษตรกรเข้าร่วมโครงการอย่างพร้อมเพรียง

ร้อยตำรวจโท กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากผลกระทบของการสู้รบในตะวันออกกลาง ปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน และมลพิษ PM 2.5 จากการเผาไร่นา ซึ่งการพัฒนาเกษตรกรรมยุคใหม่ จำเป็นต้องเปลี่ยนจาก “ผลิตให้ได้มาก” เป็น “ผลิตให้มีมูลค่า” โดยมี “ไบโอชาร์” (ถ่านชีวภาพ) เป็นตัวช่วยสำคัญในการนำวัสดุเหลือใช้ เช่น ทางตาล ฟางข้าว กิ่งไม้ และไม้ไผ่ มาแปรรูปเพื่อช่วยปรับปรุงดินและลดการใช้ปุ๋ยเคมี “สิ่งสำคัญที่สุดคือ การส่งเสริมไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิต แต่ต้องคิดเรื่องตลาดควบคู่กันไป ทำอย่างไรให้สินค้าขายได้จริง และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนผ่านกลไกความร่วมมือของทุกภาคส่วน” ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เน้นย้ำ

ด้าน นายพลกฤต พวงวลัยสิน ปลัดจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ทางฝ่ายปกครองได้นำทีมที่ทำการปกครองจังหวัดเพชรบุรี ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหอการค้าจังหวัดเพชรบุรีและหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และขยายผลไปสู่ระดับท้องถิ่น โดยมุ่งจัดการกับวัสดุชีวมวลเหลือใช้จำนวนมากในพื้นที่ เช่น ฟางข้าว กาบมะพร้าว และซังข้าวโพด ซึ่งหากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี วัตถุดิบเหล่านี้จะกลายเป็นขยะและก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว

ขณะที่ นายธวัช สิทธิยานุรักษ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ในนามผู้จัดงานร่วมกับที่ทำการปกครองจังหวัดเพชรบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดเพชรบุรีมีศักยภาพและมีวัสดุชีวมวลเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นจำนวนมาก การจัดโครงการในครั้งนี้จึงมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ใน 4 ด้านหลัก คือ การเพิ่มมูลค่า เปลี่ยนเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นสินทรัพย์ การลดต้นทุนช่วยเกษตรกรลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ยเคมีและการบำรุงดิน การลดมลพิษ บรรเทาปัญหาการเผาในที่โล่งที่เป็นต้นเหตุของฝุ่นควัน และ การหนุนยุทธศาสตร์จังหวัด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวตามแนวทาง BCG Economy 

สำหรับโครงการนี้มีผู้เข้าร่วมอบรมจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และเกษตรกรรวมทั้งสิ้น 135 คน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญในการสร้างเครือข่ายองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการตลาด โดยจังหวัดเพชรบุรีคาดหวังว่าผู้เข้าร่วมอบรมจะสามารถนำแนวคิดนี้ไปต่อยอดเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายการตลาดร่วมกัน เพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนในอนาคต