เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 69 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาให้ความเห็นชอบ นายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) หลังจากที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มี พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาตรวจสอบแล้วเสร็จ และเสนอรายงานต่อที่ประชุมให้พิจารณาก่อนการลงมติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมลับ สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ได้ลุกอภิปรายเพื่อคัดค้านการลงมติดังกล่าว และเห็นว่าควรชะลอการลงมติออกไป เพราะมีประเด็นที่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบและคำชี้แจงให้ชัดเจน โดยเฉพาะคุณสมบัติของผู้เสนอชื่อว่าตรงกับสาขาที่เปิดรับสมัครหรือไม่

โดยนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า กระบวนการสรรหาตุลาการศาล รธน. มีความผิดปกติ ทั้ง กรณีการประชุม เมื่อวันที่  7 เม.ย. 69 ที่พบว่ากรรมการสรรหาไม่ครบองค์ประกอบ ตามเจตนารมณ์ของ รธน. เพราะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภา ที่ถือว่าเป็นฝ่ายตรวจสอบ ทั้งนี้หากชะลอการสรรหาออกไป 1-2 สัปดาห์ จะได้กรรมการสรรหาที่ครบองค์ประชุม มีผู้นำฝ่ายค้าน และทำให้กระบวนการสรรหาโปร่งใส และตรวจสอบได้มากกว่า นอกจากนั้นแล้วบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ มีคำถามต่อความรู้ความสามารถ ที่ไม่ตรงกับสาขาที่สมัครที่ต้องการบุคคลในสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ไม่ใช่โควตานิติศาสตร์

“ผู้ได้รับการเสนอชื่อ เคยเป็นนักวิชาการคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งถูกตั้งคำถามในเรื่ององค์ความรู้และผลงานวิชาการ ตรงกับสาขาที่สมัครอย่างแท้จริงหรือไม่ และจากผลงานวิชาการที่นำเสนอ พบว่าเป็นผลงานสืบสวน และกฎหมายมากกว่างานวิชาการด้านรัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ อย่างไรก็ดีแม้มีการทบทวนคุณสมบัติแต่พบว่า 2 เสียงที่ไม่เห็นด้วย เป็นระดับประธานศาลฎีกา ฐานะประธานกรรมการสรรหา ดังนั้น สว. ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่รีบร้อน ทั้งนี้ควรชะลอการลงมติเพื่อให้มีการชี้แจงให้สิ้นสงสัย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ” นายพรชัย กล่าว

ด้านนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. อภิปรายว่า จากการตรวจสอบประวัติการทำงานของนายจักรพงศ์ เมื่อปี 2564 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขณะที่ผลงานวิชาการ ที่นำมาอ้างต่อกรรมการสรรหาว่า เป็นผลงานที่เป็นประจักษ์ ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือกลยุทธ์ศึกษา และคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน ตนได้ตรวจสอบในห้องสมุดพบว่าถูกจัดอยู่ในหมวดกฎหมาย แทนหมวดรัฐศาสตร์ ดังนั้นการจัดหมวดหมู่องค์ความรู้ที่อ้างอยู่ในส่วนกฎหมาย ขณะที่รายละเอียดพบเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสอบสวน พยานหลักฐาน ทฤษฎีการสอบสวน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางด้านกฎหมาย นิติศาสตร์ มากกว่าด้านรัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 

“กรณีที่ผู้ถูกเสนอชื่อพยายามอธิบายว่ามีองค์ความรู้สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งที่องค์ความรู้นั้นเหมาะสมกับสาขานิติศาสตร์มากกว่า ผมไม่แน่ใจว่าคำอธิบายที่พยายามบิด เบี่ยงเบนเพื่อให้เข้ากับการตีความตามมาตรา 200(4) อาจจะมีคำถามในแง่จริยธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นคนมุ่งมั่น พยายามเป็นองค์กรอิสระมาถึง 10 ครั้ง โดยก่อนหน้านั้นสมัครเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) 9 ครั้ง โดย 6 รอบนั้นตกการสรรหา และ 3 ครั้งถอนตัว และก่อนหน้านั้นสมัครเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ได้ถอนตัว จากนั้นจึงมาลงสมัครเป็นตุลาการศาล รธน. ทั้งนี้ผมมองว่าผู้ถูกเสนอชื่อ ควรรอมาสมัครให้ตรงสาขา เพื่อให้เป็นมาตรฐานของการพิจารณาคุณสมบัติ” นายเทวฤทธิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. อภิปรายว่าขอให้วุฒิสภาพิจารณาให้รอบคอบอย่าให้เกิดความเสียหายเหมือนกับสว.ชุดที่ผ่านมาเห็นชอบ 2 กรรมการ ป.ป.ช. แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เข้าทำหน้าที่

จากนั้น นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ฐานะเลขานุการ กมธ. ชี้แจงว่าในส่วนของรายงานฉบับเปิดเผย ได้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยรายละเอียดตามที่ รธน.กำหนด ทั้งนี้กรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติ แม้กรรมการสรรหาพ้นวาระไปแล้ว ยังกลับมาพิจารณา ส่วนที่อ้างเสียงข้างน้อยมีประธานศาลฎีกาด้วยนั้น ทำไมไม่กล่าวถึงเสียงข้างมาก ที่มีประธานศาลปกครองสูงสุดด้วย เพราะถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่นกัน  ทั้งนี้การพิจารณาคุณสมบัตินั้น ไม่เป็นอำนาจของ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ แต่เป็นกรรมการสรรหาซึ่งได้ทำแล้ว ดังนั้นข้อกังวลที่อภิปราย ได้ดำเนินการแล้วตาม รธน. ทั้งการทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ ทั้งนี้ก่อนที่มี พ.ร.บ.ตำรวจ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เปิดสอนคณะรัฐศาสตร์มาก่อน และเมื่อมีกฎหมายตำรวจ จึงเปิดสอนคณะนิติศาสตร์ และนายจักรพงศ์ จบการศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ 

“แม้ สว. จะพิจารณาให้เห็นความชอบหรือไม่ จะวินิจฉัยอย่างไร ขอให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ เชื่อว่า สว.มีวุฒิภาวะพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งไม่มีใครสั่ง สว.ได้ เพราะมีความคิดเป็นของตนเอง” นายวุฒิชาติ กล่าว

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า เป็นห่วงและกังวลที่กล่าวอ้างถึงการโปรดเกล้าฯ หรือไม่โปรดเกล้าฯ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นพระราชวินิจฉัย ไม่ควรอ้างถึง และเอกสารนั้นอยู่ในชั้นความลับ  

ภายหลังที่ประชุมลงมติเห็นชอบนายจักรพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 140 คะแนน ไม่ให้ความเห็นชอบ 17 คะแนน งดออกเสียง 22 คะแนน