พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (27 พฤษภาคม 2569) พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ลงนามร่วมกับบริษัท Airbus Defence and Space ในการจัดซื้อเครื่องบินลำเลียง ที่มีขีกความสามารถทั้งการลำเลียงและการตรวจการณ์ทางทะเล จำนวน 2 ลำ พร้อมระบบสนับสนุนและอุปกรณ์เสริม ภายหลังได้รับอนุมัติตามขั้นตอน โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน “มิติทางอากาศในทะเล” ของกองทัพเรือ ให้มีความพร้อมรองรับสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

อากาศยานแบบดังกล่าว เป็นเครื่องบิน Airbus รุ่น C295 ซึ่งเป็นอากาศยานทางทหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มีผู้ใช้งานในกว่า 37 ประเทศ และมีการจัดหาใช้งานรวมมากกว่า 300 ลำทั่วโลก ทั้งในกองทัพบก และกองทัพของหลายประเทศ สำหรับประเทศไทย อากาศยานตระกูล C295 ได้รับการจัดหาเข้าประจำการแล้วในกองทัพบกแล้ว และมีมาตรฐานการใช้งานที่สามารถสนับสนุนการปฏิบัติการร่วมระหว่างเหล่าทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการฝึก การซ่อมบำรุง การส่งกำลังบำรุง และการพัฒนากำลังพลด้านการบินในระยะยาว

เครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลดังกล่าว จะเพิ่มขีดความสามารถในการลาดตระเวนตรวจการณ์ทางทะเล ด้วยระบบตรวจจับและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ช่วยให้กองทัพเรือสามารถรับรู้สถานการณ์ทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ และสนับสนุนการรักษาอธิปไตย ตลอดจนการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ เครื่องบินแบบ C295 ยังมีจุดเด่นด้านการปฏิบัติการทางยุทธวิธี สามารถขึ้น–ลงในสนามบินระยะสั้น (STOL) และรองรับการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ชายแดน มีความสามารถในการลำเลียงกำลังพลและยุทโธปกรณ์ การส่งทางอากาศ การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล (SAR) ทั้งกลางวันและกลางคืน ตลอดจนภารกิจลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ (Medevac) ในภาวะวิกฤติ

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดหาเครื่องบินตรวจการณ์ทางทะเลครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนอากาศยาน แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถการปฏิบัติการร่วมระหว่างกำลังทางเรือและกำลังทางอากาศ ให้สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามและสถานการณ์ทางทะเลในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในมิติความมั่นคง การช่วยเหลือประชาชน และการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรม ภายใต้กรอบงบประมาณที่เหมาะสม โปร่งใส และคุ้มค่าต่อภารกิจและผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว