ในยุคที่ความสนใจของผู้คนมีมูลค่าเปรียบดั่งทองคำ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง TikTok กำลังกลายเป็นพื้นที่ที่ใครๆ ก็ต่างแข่งขันกันเพื่อยอดวิว แต่ภายใต้คลิปวิดีโอ “คนสู้ชีวิต” ที่กระตุ้นต่อมน้ำตาและความเมตตาบนความเห็นใจและสงสารของคนไทยนั้น กลับซ่อนความจริงบนความหลอกลวงที่โยงใยไปถึง “ทุนจีน” ที่เข้ามา “แปรรูปความเห็นใจเป็นผลกำไร” โดยใช้ความน่าสงสารของกลุ่มเปราะบางในสังคมไทย เพื่อสร้างความโด่งดังแลกเอนเกจเมนต์เชื่อมโยงเป็นสะพานเชื่อมเพื่อขายสินค้า และส่งเม็ดเงินมหาศาลกลับประเทศต้นทางโดยแทบไม่เสียภาษีให้แก่ประเทศไทย..

“รีดเค้นความสงสาร” ความเห็นใจที่ต้องมีสคริปต์
หากต้องการทำความเข้าใจว่าอุตสาหกรรมนี้บิดเบี้ยวเพียงใด เราต้องเจาะลึกไปที่ “พฤติกรรมและการกระทำ” ของช่องดังที่ออกมาเปิดเผยว่าต้องสละศักดิ์ศรี “ยอมแลก” เพื่อให้ตอบโจทย์ “เอนเกจเมนต์” ของเอเจนซี “ทุนจีน”


“ครอบครัวบิ๊กบอส”
ช่องนี้เริ่มต้นจากความเห็นอกเห็นใจแท้ๆ ของสังคม ต่อเหตุการณ์ไรเดอร์ถูกลูกค้าปาเงินใส่ แต่เมื่อเอเจนซี่ “บริษัท สไตล์ป๊อป มีเดีย จำกัด” เข้าควบคุมพฤติกรรมของครอบครัวก็ถูกบิดเบือนไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาต้องสวมบทบาทตามสคริปต์ภาษาจีนอย่างเคร่งครัด ถูกสั่งให้จัดฉากห้องพักให้ดูสกปรกและยากจนเกินจริง และสร้างเรื่องดราม่าในครอบครัวให้คนด่า เช่น พ่อวิ่งงานเหนื่อยแทบตายแต่แม่ขี้เกียจ เพื่อเรียก “ทัวร์ลง” เพราะยิ่งคนดูโกรธแค้น คอมเมนต์จะยิ่งพุ่งทะยาน ส่งผลให้อัลกอริทึมดันคลิปขึ้นฟีด
แต่พฤติกรรมที่น่าสะเทือนใจที่สุดจนต้องออกมาเผยความจริงคือ ครอบครัวต้องหยุดวิ่งไรเดอร์ที่เป็นอาชีพจริง มาทำคอนเทนต์ดราม่าตามสั่ง จนไม่มีรายได้หลัก และเมื่อ “ลูกป่วยจริง” กลับไม่สามารถพาลูกไปรักษาได้เพราะเงินไม่พอ และเอเจนซี่ปฏิเสธการเบิกเงินล่วงหน้า สะท้อนว่าในสายตาของทุนจีนข้ามชาติ ครีเอเตอร์และลูกน้อยเป็นเพียง “เครื่องผลิตน้ำตาเพื่อปั๊มยอดขายสินค้า” เท่านั้น


“ลุงหมีนั่นแหละ”
เจ้าของช่องอย่าง “คุณโอม” ได้ออกมายอมรับว่ามีการสร้างตัวตนในฐานะพ่อเลี้ยงเดี่ยวสู้ชีวิตที่พาลูกสาวคนเล็กเดินสายรับจ้างทำความสะอาดบ้าน ภาพของพ่อลูกที่กอดคอกันสู้ชีวิตดึงดูดผู้ติดตามไปกว่า 9 แสนราย ด้วยความรู้สึกอยากสนับสนุนคนสู้ชีวิต
ความจริงเปิดเผยเมื่อชาวเน็ตพบว่าแบรนด์น้ำยาทำความสะอาด ‘Beary Clean’ ที่โอมใช้ในคลิปและตั้งใจขาย แท้จริงแล้วจดทะเบียนภายใต้เลขทะเบียนนิติบุคคลเดียวกับเอเจนซี่ทุนจีนของช่อง “ครอบครัวบิ๊กบอส” (บริษัท สไตล์ป๊อป มีเดีย จำกัด)
แต่สิ่งที่ชาวเน็ตต่างไม่เห็นด้วยไปจนถึงการรับไม่ได้ นั่นคือการ “จงใจเอาคราบสกปรกและสิ่งปฏิกูลปลอมไปโรยทับห้องของลูกค้า (ซึ่งเป็นห้องที่เซตขึ้นมา)” เพื่อทำคลิปทดสอบประสิทธิภาพน้ำยาทำความสะอาด นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า “ถ้าชีวิตจริงไม่ลำบากพอ… เอเจนซี่พร้อมจะสาดความโสโครกปลอมๆ ใส่ชีวิตครีเอเตอร์เพื่อให้ได้ยอดวิวและยอดขาย” โดยผู้บริโภคไม่มีทางรู้เลยว่าตนเองกำลังรับชมโฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

ช่องโหว่กฎหมาย
จากการสืบค้นจากฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะพบว่า.. บริษัท สไตล์ป๊อป มีเดีย จำกัด (Style Pop Media Co., Ltd.) มีโครงสร้างการถือหุ้นชาวไทย 51%, ผู้ถือหุ้นชาวจีน 49% ประกอบธุรกิจด้านเอเจนซี่ผลิตสื่อ, อีคอมเมิร์ซ (E-commerce), การจัดการอินฟลูเอนเซอร์ ดำเนินการประมาณ 3 ปี
จากโครงสร้างการถือหุ้นแบบ 51/49 นี่เอง จะเห็นได้ว่าเป็นโมเดลทางกฎหมายที่คุ้นเคยในฐานะ “นอมินี” เพื่อเลี่ยงพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งในทางปฏิบัติ กลุ่มทุนจีนจะเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยี ทิศทางสคริปต์ และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เกือบทั้งหมดผ่านช่องทางดิจิทัล
สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรจากความน่าสงสารที่จัดฉาก
บทเรียนที่ 1 “ความใจดีของคนไทย” ท่อส่งชั้นดีให้ทุนจีน เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ขี้สงสารและชอบช่วยเหลือ ทำให้ทุนต่างชาติมองเห็นลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมนี้เป็น “ช่องโหว่ทางธุรกิจ” พวกเขาตระหนักว่าคนไทยจะไม่ควักเงินซื้อของหากใช้วิธีขายตรงๆ แต่คนไทยยินดีจะกดซื้อทันทีหากสินค้านั้นมี “เรื่องราวสู้ชีวิตอันแสนรันทด” พ่วงมาด้วย ดังนั้น เราต้องเรียนรู้ว่าความเมตตาต้องมาพร้อมกับสติ การช่วยคนต้องดูให้ถึงแก่น ไม่ใช่ช่วยเพราะถูกบีบน้ำตาใส่ผ่านหน้าจอมือถือ
บทเรียนที่ 2 อัลกอริทึม “ไม่มีศีลธรรม” จะเห็นได้ว่าระบบหลังบ้านของโซเชียลมีเดียไม่ได้คัดเลือกคอนเทนต์จากความดีงาม แต่คัดเลือกจาก “อัตราการมีส่วนร่วม” (Engagement Rate) เอเจนซี่ทุนจีนต่างรู้ดีว่าความขัดแย้ง ความโกรธแค้น และความน่าเวทนา คือตัวกระตุ้นให้เกิดคอมเมนต์และแชร์ได้ดีที่สุด ครีเอเตอร์ที่อยากรอดในระบบนี้จึงยอมกลืนเลือด เล่นตามบทที่ลดทอนศักดิ์ศรีตัวเองเพื่อไม่ให้ตกขบวนรถไฟแห่งยอดวิว


บทเรียนที่ 3 ระวังกระแส “ทัวร์ลง” เพราะคนไทยส่วนใหญ่ชอบมีส่วนร่วมในการด่าทอหรือสั่งสอนศีลธรรมในคอมเมนต์ แต่บทเรียนในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า “ทุกครั้งที่คุณกดพิมพ์คอมเมนต์” ไม่ว่าจะเป็นการด่าทอหรือพิมพ์วิจารณ์… คุณกำลังตกเป็นเครื่องมือปั๊มเอนเกจเมนต์และเพิ่มแต้มบุญให้อัลกอริทึมดันคลิปนั้นไปขายของให้เหยื่อรายต่อไป เพราะฉะนั้นการเพิกเฉย และกดรายงานต่างหากคืออาวุธที่แท้จริงในการปราบคอนเทนต์เหล่านี้
บทเรียนที่ 4 เมื่อไร้ความเชื่อใจ “คนเดือดร้อนจริงจะไม่มีที่ยืน” และนี่คือผลกระทบที่น่าหวาดหวั่นที่สุด เพราะเมื่อสังคมตื่นรู้ว่าคอนเทนต์สู้ชีวิตส่วนใหญ่คือเรื่องโกหกที่จัดฉากขึ้นมา สังคมไทยจะเริ่มเข้าสู่ภาวะ “ชาชินต่อความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์” เมื่อมีคนยากจน ลุง ป้า น้า อา หรือไรเดอร์ที่เดือดร้อนแสนสาหัสและต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ออกมาร้องเรียน สังคมจะตั้งคำถามแรกทันทีว่า “จัดฉากหรือเปล่า?”, “มีสคริปต์ภาษาจีนไหม?” สุดท้ายขบวนการค้าความสงสารปลอมๆ จะเป็นคนลงมือฆ่าสะพานบุญและโอกาสของคนยากจนตัวจริงในโลกแห่งความเป็นจริงไปจนหมดสิ้น..




