สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงและกระจายโอกาสการเข้าถึงพลังงานสะอาดให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน ท่ามกลางกระแสการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์พลังงานโลกสู่ความยั่งยืน (Energy Transition) ควบคู่ไปกับแนวคิด เอนเนอร์จี พลัส (Energy Plus) โดยมุ่งเน้นการบูรณาการสอดรับกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ซึ่งมีสัดส่วนของงบประมาณเงินกู้ด้านพลังงานสะอาดสูงถึง 50% จากวงเงินรวม 4 แสนล้านบาท เพื่อยกระดับระบบพลังงานไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากล

‘รัฐฉัตร ศิริพานิช’ ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า ส.กทอ. ได้จัดสรรงบประมาณปี 2569 วงเงิน 9 พันล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยทุนก้อนแรก 7.5 พันล้านบาท มีเป้าหมายเร่งด่วนในการสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาด ซึ่งมีผู้ยื่นข้อเสนอเข้ามาแล้วมากกว่า 5 พันล้านบาท (หรือ 57%) และจะเริ่มเบิกจ่ายเพื่อดำเนินงานจริงได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 ขณะที่งบประมาณส่วนที่เหลืออีก 1.5 พันล้านบาท เตรียมเปิดรับข้อเสนอในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า โดยมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนงานวิจัยและการสาธิตเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่เป็นหลัก เพื่อวางรากฐานความมั่นคงระยะยาวควบคู่ไปกับกรอบงบประมาณปี 2570 และปี 2571 ที่ได้รับการอนุมัติรองรับไว้แล้วปีละ 3 พันล้านบาท

สำหรับการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้ ส.กทอ. ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานให้เอื้อต่อสถานการณ์เร่งด่วน โดยหันมาประสานงานกับหน่วยงานส่วนกลางโดยตรง เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด เห็นได้ชัดจากโครงการนำร่องประปาหมู่บ้านที่ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) นำระบบโซลาร์เซลล์เข้าไปติดตั้งทดแทนการใช้พลังงานไฟฟ้าในระบบปั๊มน้ำ พร้อมข้อตกลงสำคัญในการให้หน่วยงานท้องถิ่นนำต้นทุนพลังงานที่ประหยัดได้ ไปปรับลดราคาน้ำประปาให้แก่ประชาชนในพื้นที่ทันที เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐฉัตรกล่าวต่อไปว่า ในด้านการยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส.กทอ. ได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และยกระดับมาตรฐานงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงาน เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันของ 8 หน่วยงานหลัก เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงการวิจัย พร้อมกำหนดเกณฑ์การให้ทุนแก่โครงการที่มีความพร้อมทางเทคโนโลยีระดับ ทีอาร์แอล สี่ (Technology Readiness Level: TRL 4) ขึ้นไป เพื่อนำมาต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีพลังงานใหม่ที่มีความเสี่ยงหรือต้นทุนสูง เช่น ไฮโดรเจน (Hydrogen) พลังงานชีวภาพ (Bio-Energy) และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage)

ทั้งนี้ ส.กทอ. จะทำหน้าที่สนับสนุนในระยะนำร่อง และจะค่อยๆ ปรับลดสัดส่วนการช่วยเหลือลงเมื่อเทคโนโลยีสามารถขับเคลื่อนและแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดต่อไป สอดคล้องกับสถานะการเงินปัจจุบันของกองทุนฯ ที่มีเงินสดคงเหลือในบัญชีประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อหักงบผูกพันและงบปี 2569 แล้ว จะมีเงินพื้นฐานคงเหลืออยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท พร้อมรองรับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน