จบไปแล้วกับบรรยากาศการจับหมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) หลังจากนี้เข้าสู่ช่วงเดินสายหาเสียงอย่างจริงจังของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ซึ่งครั้งนี้จะคึกคักแค่ไหน อย่างไร ก็ต้องติดตาม หลังจากมีผู้สมัครดังๆ หลายคนลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ครั้งนี้ โดยนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) คาดว่า มีเงินสะพัดประมาณ 1,500 – 2,500 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นงบประมาณเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 294 ล้านบาท รวมถึงการใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง

สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่อยากให้ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่มาสานต่อ ยังเป็นปัญหาการสร้างเมืองให้มีความปลอดภัย เป็นเมืองสมาร์ท สะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหาเรื่องฝุ่นควันพิษต่างๆ สร้างสตรีทฟู้ดส์ ที่เป็นจุดเด่นของกรุงเทพฯ ให้สะอาดหลากหลาย ซึ่งสเปกผู้ว่าฯ กทม.ฝนฝันคนใหม่ อยากได้ผู้ที่เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์ค นักประสานสิบทิศ สามารถประสานได้กับทุกฝ่าย

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองหมุดหมายระดับโลก ของนักท่องเที่ยวหลายคนที่จะเข้ามาท่องเที่ยว มาพักผ่อนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไร ให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัย รู้สึกเป็นเมืองสมาร์ท ทันสมัย สะอาด น่าท่องเที่ยว มีจุดวันสต็อป เซอร์วิสในการให้บริการ ตอนนี้ก็ต้องติดตามใครมาแรงบ้าง ทั้งคนเก่า หรือกลุ่มที่มีฐานเสียงสส.ในกรุงเทพฯ หรือกลุ่มเก่าที่มีฐานเสียงเดิมของกรุงเทพฯ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ครั้งนี้จะคึกคักขนาดไหน หลังจากที่ผู้สมัครแต่ละคนจับฉลากได้เบอร์กันแล้ว”

นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ในฐานะที่กรุงเทพฯ ได้รับเลือกให้เข้าร่วมเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ในฐานะเมืองแห่งการออกแบบ จึงอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองสร้างสรรค์จริงๆ อยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตข้างทางได้อย่างปลอดภัย เช่น ทางเท้าที่ปลอดภัย มีการปรับภูมิทัศน์เหมาะแก่การเดิน เป็นเมืองที่สะอาด การจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพ การเชื่อมต่อการเดินทางที่เชื่อมต่อกันได้ต่อเนื่อง เหมาะกับการใช้ชีวิต เป็นเมืองที่ร่มรื่น อากาศดี มีต้นไม้

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ เป็นจำนวนมาก อยากให้ใช้องค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยมาช่วยกันเสริมพลังให้กับกรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่ ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรารวมพลังกันเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการทำอย่างไรให้การใช้ชีวิตข้างทางได้อย่างปลอดภัย สะอาด เชื่อว่า ถ้าเปลี่ยนได้แบบเห็นได้ชัด อย่างอื่นก็จะตามมา เพราะคนเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ เชื่อว่า การเลือกตั้งผุ้ว่ากทม.ครั้งนี้ จะมีนโยบายการสร้างสรรค์ต่างๆ ออกมาให้เห็นมากขึ้น”