“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสอบถาม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ หรือ ผู้การแต้ม วิเคราะห์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานเกี่ยวข้องระบุเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่เป็นการสรุปจากพยานหลักฐานที่มองว่าผู้ต้องหาไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อก่อวินาศกรรม หรือสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงในไทย แต่เป็นการจัดการธุระส่วนตัวที่อาจจะไปก่อเหตุในกัมพูชา
สิ่งเดียวที่เกี่ยวพันกับไทยโดยตรง คือการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ผ่านเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต รวมถึงการเอื้อประโยชน์ในการออกเอกสารทางราชการ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ต้องแยกประเด็นออกจากกัน

“บัตรสีชมพู” ช่องโหว่สวมสิทธิ์
ประเด็นที่สังคมสงสัยหนัก ต่างชาติขบวนการสแกมเมอร์สามารถถือครองพาสปอร์ตหลายสัญชาติ ทั้งจีน กัมพูชา โดมินิกา บัตรพลเมืองเกาหลีใต้ รวมถึงบัตรสีชมพูของไทยได้อย่างไร พล.ต.ต.วิชัย ชี้ว่าผู้ต้องหาจำเป็นต้องหาช่องทางหลบหนีและสร้างความสะดวกสบายในการเข้าออกประเทศ
การที่สามารถถือครองบัตรสีชมพู ซึ่งถือเป็น“ต้นทาง”ของการขอบัตรประชาชนและสัญชาติไทยได้ ตรรกะนี้ชัดเจนว่าหากไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเอื้อประโยชน์หรือรับผลประโยชน์คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้
“นี่คือสิ่งที่ต้องเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของการออกบัตรสีชมพู การพิจารณาวีซ่า 20 ปีในฐานะนักธุรกิจ รวมถึงความผิดปกติอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น”

ถอดรหัสปืนสวัสดิการ-ปืนสงครามรั่วไหล
ในมุมอาวุธปืนที่ตรวจพบที่มีการเชื่อมโยงเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องแยกระหว่างปืนสวัสดิการ กับอาวุธสงคราม โดยปืนสวัสดิการตามกฎหมายถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่สามารถเป็นมรดกตกทอด หรือซื้อขายเปลี่ยนมือได้หลังจากพ้นเงื่อนไขกำหนดเวลาถือครอง ซึ่งต้องไปตรวจสอบว่าการเปลี่ยนมือครั้งล่าสุดผิดเงื่อนไขหรือไม่
แต่ที่น่ากังวลกว่าคือ อาวุธสงครามอย่างระเบิด C 4 หรือเสื้อเกราะกันกระสุน ซึ่งเบาะแสระบุเชื่อมโยงข้าราชการทหาร จึงเป็นหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารต้องตรวจสอบการรั่วไหลที่จริงจัง

วิกฤติฐานข้อมูล“ต่างคนต่างทำ”
ปัญหาใหญ่สุดที่คดีนี้เปิดเผยออกมา คือความล้มเหลวในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานความมั่นคง พล.ต.ต.วิชัย ยอมรับหน่วยงานรัฐในบ้านเรายังทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไม่เชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างชัดเจนคือการออกบัตรสีชมพู หากหน่วยงานที่ออกเอกสารมีการตรวจสอบประวัติผ่านฐานข้อมูลตำรวจ หรือมีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรมจากประเทศต้นทางก่อนอนุมัติ เหตุการณ์เช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น นี่คือบทเรียนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ไม่ใช่แค่การปัดความรับผิดชอบ
“แม้ความมั่นคงของไทยจะถือว่าอยู่ในระดับต้น ๆ ของโลกในการสืบค้นข้อมูล แต่ต้องยอมรับว่าหากไม่มีเหตุผิดปกติเกิดขึ้น การจะไปเฝ้าระวังคนต่างชาติที่เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยวปกติโดยไม่มีข้อมูลอาชญากรรมจากประเทศต้นทางส่งมาให้ เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหมิงเฉิน ซัน ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่จะต้องนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการปิดช่องโหว่ ทั้งในส่วนการได้มาซึ่งอาวุธ การคัดกรองบุคคลเข้าเมือง และการบูรณาการฐานข้อมูล
อย่างไรก็ตาม ถามว่าเหตุการณ์นี้ส่งสัญญาณว่าระบบความมั่นคงไทยบกพร่องหรือไม่ พล.ต.ต.วิชัย สะท้อนหากมองจากสถิติเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นน้อยมาก แทบจะไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเหมือนในต่างประเทศ ดังนั้น จึงยังไม่ถือว่าระบบความมั่นคง“ล้มเหลว” แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำต่อจากนี้คือ“ถอดบทเรียน”
ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ช่องโหว่เหล่านี้ถูกนำมาใช้ซ้ำอีก โดยหน่วยงานเกี่ยวข้องต้องจัดการกับผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง และวางระบบป้องกันที่รัดกุมกว่าเดิม เพื่อเรียกคืนความมั่นใจให้ประชาชน.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



