เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 พ.ค. ที่บริเวณสถานีรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี หรือสถานีรถไฟอโศก ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางสาย 206 จนเกิดโศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 14 ได้ลงพื้นที่เพื่อแถลงนโยบาย AI Traffic โดยก่อนการเปิดเผยนโยบาย นางมัลลิกา ได้เข้าสอบถามปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟจราจรจากวินรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่ ก่อนจะเปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนว่า จากการลงพื้นที่สำรวจภายหลังเกิดเหตุการณ์ พบปัญหาหลักคือระบบไฟจราจรและสัญญาณเตือนต่าง ๆ อยู่คนละสังกัด ทำให้ระบบไม่เชื่อมต่อ ส่งผลให้เกิดความล้มเหลวในการแจ้งเตือนล่วงหน้า ทั้งที่จริงแล้วต้องมีการแจ้งเตือนตั้งแต่ระยะ 10 กิโลเมตร 5 กิโลเมตร และ 2.5 กิโลเมตร เพื่อให้รถสาธารณะและรถส่วนตัวสามารถเตรียมตัวได้ทันท่วงที

ดังนั้น นโยบาย AI Traffic จึงมุ่งเน้นการใช้สมองกล AI เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งระบบไฟเขียว-ไฟแดง ระบบแจ้งเตือน และกลไกไม้กั้น ให้เป็นระบบเดียวที่แม่นยำและทันสมัย เพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ผู้โดยสาร หรือผู้อยู่อาศัยในพื้นที่

นางมัลลิกายังได้ตอบข้อสงสัยกรณีที่ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจเหนือหน่วยงานเจ้าของรถไฟหรือรถเมล์ว่า การอ้างว่า ไม่ใช่หน้าที่ หรือไม่มีอำนาจสังกัด เป็นการแก้ตัวที่ล่าช้าเกินไป เพราะปัญหาความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นทุกวัน ตนประกาศจะนำ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มาใช้ในฐานะที่ผู้ว่าฯ กทม. คือผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้อำนาจตามกฎหมายในการบูรณาการทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันแบบ One stop service เพื่อตัดปัญหาการเกี่ยงหน้าที่และทำให้การบริหารจัดการเมืองมีประสิทธิภาพสูงสุด


นอกจากเรื่องจราจรแล้ว นางมัลลิกา ยังขยายความว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ดังกล่าว จะถูกนำมาใช้แก้ไขปัญหาในทุกมิติที่กระทบต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะการจัดการปัญหาทุนสีเทา ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจต่างด้าวผิดกฎหมาย ร้านอาหารศูนย์เหรียญ หรือผับศูนย์เหรียญ ที่ยึดพื้นที่ทำมาหากินในเส้นรัชดาและใจกลางเมือง

ปัญหาเหล่านี้เรื้อรังมานานถึง 3-4 ปี โดยตั้งข้อสังเกตว่ามีการปล่อยปละละเลยให้มี “เหลือบไร” เข้าไปหากินกับส่วยหรือไม่ เพราะธุรกิจเหล่านี้มักโอนเงินผ่านระบบออนไลน์หรือคริปโตฯ ทำให้ กทม. ล้มเหลวในการจัดเก็บภาษี และปล่อยให้ทุนเทาจีนเทาหรือมาเฟียต่างด้าวเข้ามาแย่งอาชีพคนไทยจนเดือดร้อนไปทั่ว

“ดิฉันขอต่อต้านการบูลลี่ประชาชนบนโซเชียลมีเดียและการไม่รับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ ผู้ว่าฯ กทม. ต้องเป็นเจ้าภาพในการจัดการปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนอื่นหรือหน่วยงานอื่น ถ้ายังทำตัวเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ก็เท่ากับไม่เข้าใจกฎหมายและระเบียบ”

ย้ำว่า กทม. ยุคใหม่ต้องเลิกปล่อยให้ระบบเหลือบไรเกาะกินเมืองจนโสมม แต่ต้องจัดระเบียบใหม่โดยเอาความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อให้คนไทยสามารถทำมาหากินได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยอย่างแท้จริง.