เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่บริเวณสถานีรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี หรือสถานีรถไฟอโศก นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 14 เปิดเผยกรณีสังคมตั้งคำถามเหตุมาสายไม่ทันจับสลากเลขหมายในวันรับสมัคร ว่า เป็นการจงใจมาช้า หรือไม่ทำตามกฎระเบียบและกติกาหรือไม่นั้น
นางมัลลิกา ชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุจากการบริหารจัดการเวลาที่คลาดเคลื่อนไปเพียงประมาณ 30 วินาทีเท่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่และตัดการออกอากาศทันทีที่ครบกำหนดเวลา ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงหรือละเมิดกติกาใด ๆ
“มันเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นกับตัวดิฉันเอง และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของใคร หรือทำให้ใครได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ดิฉันขอยืนยันว่าไม่ได้ละเลยกติกา ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบที่สถานีกำหนด”
พร้อมระบุ ไม่ได้รู้สึกติดใจหรือโทษใคร เพราะเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และตนยังคงมุ่งมั่นในการรณรงค์หาเสียง โดยเฉพาะการย้ำเตือนให้ประชาชนจดจำหมายเลขผู้สมัครของตนคือหมายเลข 14 ให้แม่นยำ

นอกจากนี้ นางมัลลิกายังได้กล่าวถึงประเด็นอื่น ๆ ที่ถูกสื่อมวลชนหยิบยกมานำเสนอ ทั้งเรื่องข่าวการมาสายและการขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งเจ้าตัวขอยืนยันในความโปร่งใสและพร้อมที่จะปฏิบัติตามกติกาการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ยังเปิดใจประเด็นที่มีการกล่าวว่าผู้หญิงเป็นเพียง “ไม้ประดับ” ในสนามการเมือง
“ดิฉันขออนุญาตพูด เพราะว่ามีคนถามดิฉันหลายคนบนแพลตฟอร์มนะคะ ดิฉันพูดตรง ๆ นะคะว่า เขาไม่ใช่คู่แข่งเรา หลุดโฟกัสไปเลย ไม่ต้องไปโฟกัสในเรื่องนี้ แล้วก็ในขณะเดียวกัน ใครก็ตามแต่ที่เหยียดเพศ ใครก็ตามแต่ แม้กระทั่งเหยียดเพศเดียวกันกับเมีย เหยียดเพศเดียวกันกับลูกตัวเอง เหยียดเพศเดียวกันกับแม่ คนคนนั้นไม่สมควรที่จะมาเป็นคู่แข่ง ในการที่จะมาบริหารเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย”
พร้อมย้ำขอโฟกัสเรื่องการเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นเมืองกรุงเทพมหานคร หรือผู้นำองค์กร ผู้นำใด ๆ ก็ตาม หญิง ชาย LGBTQ วัย หน้าตา สูง ต่ำ ดำ ขาว ไม่ใช่ปัญหา และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สมอง คือความตั้งใจ คือยุทธศาสตร์ ถ้าจัดการตรงนั้นได้ก็คือผู้นำ ดังนั้น เกรงไหม กลัวไหม กังวลหรือไม่ ใครเขาจะมองเป็นไม้ประดับ ทุกวันนี้คนรู้จัก ดร.มัลลิกา น่าจะมากกว่าคนที่เขาพูด
“ดิฉันก็คิดว่าการจะเป็นไม้ประดับหรือไม่เป็นไม้ประดับ มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก ๆ และหมดยุคสมัยในการที่จะพูดเรื่องหญิง-ชายแล้ว แต่เราต้องพูดเรื่องความหลากหลาย และในขณะเดียวกัน เราต้องพูดเรื่องสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และยุทธศาสตร์”.



