เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน แต่งตั้งคณะทำงานภาครัฐเพื่อศึกษาเรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 ว่า หากย้อนดูข้อเท็จจริงตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ความคืบหน้า หากแต่เป็นการวนกลับไปเริ่มต้นกระบวนการเดิมที่ประเทศไทยทำซ้ำมาแล้วหลายครั้ง เพราะประเทศไทยไม่ได้เพิ่งรู้จักอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ และไม่ได้เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องนี้ สิ่งที่ประเทศไทยขาดจึงไม่ใช่ข้อมูล แต่เป็นการตัดสินใจทางนโยบาย โดยประเทศไทย หรือ “สยาม” ในขณะนั้น เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้งไอแอลโอ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1919 เราเป็นสมาชิกของไอแอลโอมานานกว่า 100 ปี ก่อนโลกนี้จะรู้จักกับองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
นายสหัสวัต ระบุอีกว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งไอแอลโอ แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาหลักด้านสิทธิแรงงานที่สำคัญที่สุด 2 ฉบับ ได้แก่ อนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และอนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม ทั้ง 2 ฉบับเป็นอนุสัญญาหลักของไอแอลโอที่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุดของคนทำงาน คือสิทธิในการรวมตัว จัดตั้งองค์กรของตนเอง และเจรจาต่อรองกับนายจ้างหรือรัฐโดยไม่ถูกแทรกแซง ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และไม่ถูกลงโทษเพราะใช้สิทธิตามกฎหมาย หลักการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง แต่เป็นรากฐานของระบบแรงงานสัมพันธ์ในประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก
นายสหัสวัต ระบุว่า ที่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อเรียกร้องใหม่ ขบวนการแรงงานไทยเรียกร้องให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2530 และปรากฏอย่างชัดเจนในข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติปี 2535 ขณะเดียวกัน ภาครัฐไม่ได้เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่องนี้ โดยเอกสารของกระทรวงแรงงานระบุว่า ตั้งแต่ปี 2551 ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาการปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ ฉบับที่ 87 และ 98 ต่อมาในปี 2553 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ และพ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เพื่อรองรับการให้สัตยาบัน ปี 2554 เรื่องดังกล่าวถูกส่งเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และในช่วงปี 2555–2559 กระทรวงแรงงานยังบรรจุเรื่องนี้ไว้ในแผนดำเนินงานอย่างเป็นทางการ ต่อมาในปี 2566 กระทรวงแรงงานได้ตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาและจัดทำแผนการให้สัตยาบันอีกครั้ง และในปี 2569 เรากำลังเห็นการตั้งคณะกรรมการศึกษาอีกครั้ง
“หากนับเฉพาะกระบวนการศึกษาของภาครัฐที่มีหลักฐานอย่างเป็นทางการ ประเทศไทยศึกษาเรื่องนี้มาแล้วอย่างน้อย 18 ปี แต่หากนับจากข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานไทย ก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยต้องศึกษาอะไรเพิ่มอีก แต่คือรัฐบาลกำลังใช้คำว่า ‘ศึกษา’ เพื่อเลื่อนการตัดสินใจออกไปอีกกี่ปี” นายสหัสวัต ระบุ
นายสหัสวัต ระบุอีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีบริบททางเศรษฐกิจและสังคมใกล้เคียงกับเรา จะพบว่าหลายประเทศเดินหน้าไปไกลกว่าไทยแล้ว โดยฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับแล้ว ส่วนเวียดนามได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 98 แล้วในปี 2562 พร้อมกับการปฏิรูปกฎหมายแรงงานเพื่อรองรับพันธกรณีระหว่างประเทศ และมีโรดแม็พสำหรับการเดินหน้าสู่การให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 87 ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ไม่มีปัญหาแรงงานสัมพันธ์ และไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาเลือกตัดสินใจในหลักการก่อน แล้วจึงปรับปรุงกฎหมายและสถาบันภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ขณะที่ประเทศไทยกลับศึกษาแล้วศึกษาอีก ตั้งคณะกรรมการแล้วตั้งอีก ทั้งที่หลักการ แนวทางการแก้ไขกฎหมาย และผลกระทบต่างๆ ถูกศึกษาและอภิปรายมาหลายสิบปีแล้ว
“การให้สัตยาบันไม่ได้หมายความว่าสหภาพแรงงานจะทำอะไรก็ได้ และไม่ได้หมายความว่าประเทศจะสูญเสียเสถียรภาพ ตรงกันข้าม การมีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่เปิดโอกาสให้คนทำงานรวมตัวและเจรจาอย่างเป็นธรรม คือเครื่องมือสำคัญในการลดความขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นของทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และนักลงทุน หลังจากศึกษามากว่า 30 ปี และศึกษาภายในภาครัฐอย่างเป็นทางการมาแล้วอย่างน้อย 18 ปี ประเทศไทยไม่ต้องการคณะกรรมการศึกษาอีกชุดหนึ่ง ประเทศไทยต้องการโรดแม็พที่ชัดเจน ต้องการกรอบเวลาที่ชัดเจน และต้องการความกล้าหาญในการตัดสินใจทางนโยบาย หากรัฐบาลเห็นว่าประเทศไทยควรให้สัตยาบัน ก็ต้องกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน พร้อมเร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล” นายสหัสวัต ระบุ.



