เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ​ที่ อาคารประชารักษ์ กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวน กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหา 6 ราย ในฐานความผิด “อั้งยี่, ซ่องโจร และร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์” พร้อมของกลางเงินสดกว่า 1 ล้านบาท ทองคำ อาวุธปืน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และธนบัตรปลอม 297 ใบ ที่กลุ่มคนร้ายใช้สำหรับจัดฉากตบตาเหยื่อเพื่อแสดงตนว่าเป็นผู้มีฐานะร่ำรวย

​สืบเนื่องจากมีหญิงผู้เสียหายอายุ 66 ปี ประกาศขายที่ดินในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผ่านโซเชียล จากนั้นกลุ่มผู้ต้องหาได้เข้ามาติดต่อขอซื้อ ทำทีตีสนิทก่อนจะร่วมกันจัดฉาก แนะนำให้รู้จักกับ “นางหงส์” หนึ่งในผู้ต้องหา อ้างว่าเป็นเศรษฐินี พกเงินสดจำนวนมาก และมีพฤติกรรมชอบเล่นการพนันกำถั่ว จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้ชักชวนผู้เสียหายร่วมลงทุนเดิมพัน พร้อมสอนกลโกงจนผู้เสียหายหลงเชื่อ ยอมนำเงินมาร่วมเล่นพนันถึง 7 ครั้ง จนสูญเสียทรัพย์สินไปกว่า 10 ล้าน 8 หมื่นบาท

​หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความที่ สภ.หัวหิน เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2568 แต่เนื่องจากกลุ่มคนร้ายมีการปกปิดตัวตนและใช้ชื่อปลอมตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ ทางกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม จึงรับช่วงต่อมาทำการสืบสวนสอบสวนเชิงลึก ต่อมาวันที่ 27 พ.ค. 69 กองกำกับการ 5 ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้น 2 จุด ใน จ.เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ จนสามารถควบคุมตัวจับกุมผู้ต้องหาได้ ซึ่งในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาบางรายให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง แต่ในส่วนของข้อหาอั้งยี่และซ่องโจร ยังคงให้การปฏิเสธ

​พล.ต.ต.สุวัฒน์ กล่าวว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้กระทำความผิดมานานกว่า 15 ปี จนมีผู้เสียหายจำนวนมาก ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ทำให้นอกจากจะไม่สามารถจดจำใบหน้า รูปร่าง รูปพรรณสัณฐานได้แล้ว ยังไม่สามารถอธิบายหรือบรรยายเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ต้องหาได้ชัดเจน ส่งผลให้กลุ่มผู้ต้องหาหลุดรอดการจับกุมของเจ้าหน้าที่มาได้โดยตลอด ซึ่งการจับกุมในวันนี้ จะมีประโยชน์อย่างมากในการคลี่คลายคดี

​นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งขยายผลเกี่ยวกับมูลฐานความผิด ในลักษณะร่วมกันฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ซึ่งเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน โดยหลังจากนี้จะทำการรายงานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้ตรวจสอบและชี้มูลความผิด หากพบว่าทรัพย์สินที่ยึดมาได้ไม่สอดคล้องกับฐานะ และได้มาจากการกระทำความผิดจริง ก็จะดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินเพิ่มเติม

พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ เปิดเผยว่า คำว่า “แก๊งควาย” เป็นศัพท์ท้องถิ่นที่คนภาคใต้ใช้เรียกกลุ่มที่มีพฤติกรรมเป็น 18 มงกุฎที่หลอกชาวบ้านมาเล่นการพนัน ซึ่งแก๊งรูปแบบนี้มีมานานกว่า 40 ปีแล้ว โดยจะหลอกเหยื่อให้เล่นการพนัน ซึ่งแต่ละคนมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน และมีพฤติการณ์เดินทางไปสืบหาเหยื่อทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีการปกปิดชื่อจริงนามสกุลจริงเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ในส่วนของกลางจากการตรวจค้น 2 จุดที่ผ่านมา พบทั้งเงินสด ทองคำ ธนบัตรปลอม และอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการฉ้อโกงได้เป็นจำนวนมาก

​ดังนั้น จึงอยากให้ผู้เสียหายที่เคยถูกหลอก เข้ามาแจ้งเบาะแสเพิ่มเติม เนื่องจากทางกองปราบปรามได้มีการจัดกลุ่มบุคคลเฝ้าระวังจำนวน 63 คน ที่พบว่ามีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงในลักษณะ “แก๊งควาย” ทั่วประเทศ โดยพฤติกรรมจะแยกย้ายแตกตัวเป็นกลุ่มย่อย เพื่อรุมหลอกเหยื่อ 1 คน ซึ่งคนที่เป็นคนหาเหยื่อได้ จะได้ส่วนแบ่งมากที่สุดถึง 30% ของจำนวนส่วนแบ่ง ทั้งนี้ ขอยืนยันว่ารายชื่อ 63 คนที่ขึ้นบัญชีไว้ ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทั้งในอดีตและปัจจุบัน แม้ว่าบางคนจะยังไม่มีหมายจับก็ตาม