วันที่ 29 พ.ค. น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือน เม.ย. ขาดดุลมากถึง -7.6 พันล้านดอลลาร์ ถือว่ามากสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากราคาสินค้านำเข้าสูง และปริมาณนำเข้า เช่น น้ำมันสูง จากการสำรองน้ำมัน ซึ่งขึ้นอยู่กับการพัฒนาการของสงครามตะวันออกกลาง ตามกรณีฐาน หากจบลงได้ภายในกลางปีนี้ และถ้าเป็นเช่นนี้ ตัวเลขจะทยอยปรับลดลง ตัวเลขเหล่านี้จะเห็นการขาดดุลแค่ชั่วคราว

นอกจากนี้ ไม่ได้ห่วงการขาดดุลมากนัก เพราะเป็นแค่ชั่วคราว จากรายได้นักท่องเที่ยวหายไปจากสงคราม โดยต้องจับตาใกล้ชิด แต่ถ้าห่วงคืออาจนำไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้าง

“ตอนเดือน เม.ย. 2556 ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล -4.1 พันล้านดอลลาร์ แต่ในครั้งนี้ เม.ย. 2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล -7.6 พันล้านดอลลาร์ (ไม่นับรวมทองคำ) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เป็นชั่วคราว เชื่อว่าจะปรับลดลงได้ปลายปีจากรายได้นักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้น และสงครามตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง ซึ่งไม่น่าจะขาดดุลและค้างไว้นาน ประเมินเป็นการขาดดุลชั่วคราว และไม่ได้กังวลมาก”

อย่างไรก็ตาม ธปท. เตรียมปรับประมาณการทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ของไทยปี 2569 อย่างเป็นทางการใหม่อีกครั้ง หลังจากประเมินไว้ตั้งแต่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 69 คาดว่าจะขยายตัว 1.5% ซึ่งหลังจากนั้นนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ได้ประเมินในเบื้องต้นไว้ 2.1% ปรับเพิ่มจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

“ประมาณการจีดีพีของไทยในปีนี้ จำเป็นต้องปรับใหม่ ซึ่งต้องปรับขึ้นจาก 1.5% ที่ได้ประเมินไว้เมื่อกนง.นัดล่าสุด โดยจะต้องนำผลจากมาตรการ พ.ร.ก.กู้เงิน ในปีนี้มาประเมินอีกครั้ง และต้องติดตามวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลังว่าจะมีผลอย่างไรต่อไป”

แนวโน้มในระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางต่อการบริโภคภาคเอกชน และภาคการท่องเที่ยว โดยแนวโน้มการส่งออกและลงทุนในสินค้าเทคโนโลยียังขยายตัวต่อเนื่อง โดยมาตรการภาครัฐที่ทยอยมีผลในระยะข้างหน้า คาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

สำหรับระยะต่อไปต้องติดตาม 1.การพัฒนาของสงครามในตะวันออกกลาง 2.ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน 3.มาตรการภาครัฐ 4.การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐ และ 5.พัฒนาการภาวะเอลนีโญ