จากกรณีกลุ่มคนร้ายดักซุ่มยิงรถยนต์ของ ด.ต.อดุลย์ หะยีสุหลง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เหตุเกิดบนถนนในพื้นที่หมู่ 5 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ส่งผลให้ด.ต.อดุลย์ได้รับบาดเจ็บ ส่วนน.ส.ปาติเมาะ ยาโงะ ภรรยา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุจากการเอาตัวเป็นโล่บังกระสุนให้บุตรสาววัยเพียง 38 วัน ด้วยการโอบกอดบุตรสาวไว้แนบอก และใช้ร่างของตนเองรับกระสุนปืนแทนจนเสียชีวิต ขณะที่บุตรชายวัย 3 ขวบ รอดพ้นวิถีกระสุนอย่างหวุดหวิด เนื่องจากกำลังซนและก้มตัวลงพอดี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา นั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 30 พ.ค.69 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส. และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงพื้นที่โรงพยาบาลปัตตานี เพื่อเข้าเยี่ยมด.ต.อดุลย์ โดยพ.ต.อ.ทวีได้กุมมือให้กำลังใจ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือ พร้อมกล่าวยกย่องความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของน.ส.ปาติเมาะ

“ภรรยากลัวลูกจะโดนลูกหลง จึงได้กอดลูกไว้ เดี๋ยวพวกเราจะไปเยี่ยมครอบครัว ขอบคุณที่เข้มแข็ง ต้องสู้เพื่อลูก นี่เป็นวีรบุรุษนะ ต้องมาสูญเสียภรรยาสุดที่รักไป วันนี้พาคณะของพรรคมาหมดเลยครับ เป็นห่วงนะ” พ.ต.อ.ทวี กล่าว
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวียังได้ตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการก่อเหตุในช่วงหลัง ที่มุ่งเป้ามายังเจ้าหน้าที่รัฐอย่างชัดเจน พร้อมชื่นชม ด.ต.อดุลย์ที่ยังมีสติและกำลังใจเข้มแข็ง สามารถประคองสถานการณ์จนผ่านพ้นวิกฤติมาได้ หลังจากการเยี่ยมที่โรงพยาบาลแล้ว คณะของ พ.ต.อ.ทวี ได้เดินทางต่อไปยัง ต.ปูยุด อ.ยะรัง เพื่อพบมารดาและครอบครัวของน.ส.ปาติเมาะ ท่ามกลางบรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความอาลัย โดยเฉพาะเมื่อญาติพี่น้องต้องเผชิญกับคำถามไร้เดียงสาของเด็ก ที่ถามว่าพวกเขาจะอยู่กับใคร?
พ.ต.อ.ทวีได้มอบเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ พร้อมตั้งคำถามต่อหน่วยงานรัฐว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ลูกจะใช้สิทธิสวัสดิการของใคร? เบื้องต้นเจ้าหน้าที่รัฐชี้แจงว่า เนื่องจากมารดาเสียชีวิต บุตรสามารถใช้โควตาสิทธิสวัสดิการในส่วนของมารดาได้
ทั้งนี้พ.ต.อ.ทวี เปิดวงหารือร่วมกับผู้นำท้องถิ่น (นายกอบต., ผู้ใหญ่บ้าน) และฝ่ายความมั่นคง เพื่อหยิบยกวาระเร่งด่วนเชิงนโยบายขึ้นมาพิจารณา โดยมุ่งประเด็น กรณีที่กลุ่มผู้ก่อเหตุกลับมาพุ่งเป้าทำร้ายเจ้าหน้าที่และกลุ่มเป้าหมายอ่อนแอ รวมถึงการผลักดันสวัสดิการ เพื่อเร่งหาแนวทางดูแลสวัสดิการครูโรงเรียนเอกชน และบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองที่ครอบคลุมกับความเสี่ยง และสร้างหลักประกันที่เป็นธรรม เพื่อ ป้องกันไม่ให้บุคลากรที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการศึกษาในพื้นที่เสี่ยงภัย ต้องเผชิญความสูญเสียโดยปราศจากโครงข่ายรองรับที่มั่นคง



