เคยพลาดถึงขนาดไปอุ้มชูนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไต่ขึ้นสู่อำนาจ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีด้วยเสียงข้างมาก ปัจจุบันเลยออกอาการฟาดงวงฟาดงา หาว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” กินรวบประเทศ ทำร้ายระบอบประชาธิปไตย แต่อย่างที่บอก “ขว้างงูไม่พ้นคอ” เพราะจุดเริ่มต้นก็มาจากพรรคส้มทั้งนั้น ซึ่ง “เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ก็ยอมรับเองกับปากว่า มีส่วนทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ในปัจจุบัน

แต่เมื่อตั้งหลักได้ ก็เดินเกมการตรวจสอบที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะ 2 คดีสำคัญตอนนี้คือ แชทลับ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ที่ทนายอั๋น บุรีรัมย์หอบมาเปิดเผย แล้วนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เด้งรับเตรียมจะยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะถึงแม้ในทางเทคนิคบัญชีไลน์จะสามารถล็อกอินได้หลายอุปกรณ์ อาจมีคนสวมรอยพิมพ์ข้อความเจ้าปัญหานี้ได้ แต่ก็ยังมีระบบแจ้งเตือนให้เจ้าตัวรู้และแก้ไขสถานการณ์ได้ กลับไม่ปรากฏว่ามีการทักท้วง แก้ไขแต่อย่างใด ดังนั้น “นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง” จะปฏิเสธให้พ้นตัวได้ยากหน่อย ต้องอธิบายให้เคลียร์ เอาผู้เชี่ยวชาญทางด้านไอทีมาร่วมอธิบายด้วยไปเลย

ที่สำคัญคือคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” นี้อาจจะมองไกลไปถึง “อภินิหารปราสาทสายฟ้า” ที่มีอำนาจเหนือนายกฯ และมท. 1 หรือไม่ 

กับอีกเรื่องที่กำลังขยี้รัฐมนตรีลูกเทพ “นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” ซึ่งภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถาม ถึงโครงการ TH-AI Passport 1,600 ล้านบาท ภายใต้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม แจก AI ให้คนไทยใช้ฟรี 5 ล้านคน มีความคุ้มทุนหรือไม่ ใช้อำนาจโดยมิชอ เปิดประมูลราคา 3-4 วัน เสี่ยงล็อปสเป็คหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่ารัฐมนตรีจะเข้ามารับตำแหน่งไม่กี่เดือนในรัฐบาลก่อนจะสามารถอนุมัติโครงการระดับพันล้านได้เร็ว

ซึ่งนายไชยชนก แจงว่า จำเป็นเพื่อเพิ่มการแข่งขันของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนเรื่องงบฯ เป็นเพราะโครงการเริ่มมาในสมัยแรกของรัฐบาลอุนทิน ที่มีเวลาทำงานเพียงเดือนเดียว ไม่ทันปีงบฯ จึงต้องหาเงินจากกองทุนที่มี แต่ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และมีการศึกษาตัวเลขมาแล้วเชื่อว่าจะเพิ่มตัวเลขแรงงานของประเทศได้ ขณะที่เรื่อง TOR ยืนยันว่าทำมาก่อนหน้านี้แล้ว รวมๆ ก็ใช้เวลาร่วมๆ 5 เดือน   

นี่แค่ 2 เรื่องที่เป็นน้ำจิ้ม ของการตรวจสอบ ยังไม่รวมงานของเซียนฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เพิ่งประกาศไปสดๆ ร้อนๆ ว่า 4 มิ.ย.จะต้องผลักดันให้รัฐสภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้งบประมาณเงินกู้ 4 แสนล้านบาทให้ได้ โดยเฉพาะในส่วนที่จะถูกใช้ไปในโครงการพลังงาน ลากไปจนถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ที่เร่งรีบจนผิดสังเกต

นอกจากคดีที่ส้ม ประสานฟ้า ตรวจสอบเข้มข้น ก็เป็นการผลักให้พรรคสีน้ำเงินไปเดินไต่เส้นด้ายที่ปากเหวเช่นกัน อย่าลำพองว่า เสียงแน่นๆ บารมีปังๆ จะนำพาให้บัลลังก์สีน้ำเงินหลุดจากขอบผา สู่แผ่นดินใหญ่ได้ ถ้าอะไรที่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน อะไรที่เกิดการทุจริต ไม่ชอบมาพากล ก็จะกลายเป็นจุดจบของทุกฝ่ายได้

หากรัฐบาล โดยรัฐสภาที่ถูกมองว่าเป็นสภาสีน้ำเงิน สกัดกั้นการตรวจสอบมากเท่าไหร่ภาพ “กินรวบ” ก็จะยิ่งปรากฏชัดยิ่งขึ้น การพูดภายหลังสุดท้าย ก็ไม่มีคนฟัง.