นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) ในฐานะประธานคณะกรรมการ(บอร์ด)การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยหลังการประชุมบอร์ด รฟท. นัดแรกว่า ได้มอบแนวทางการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ รฟท. พัฒนา และเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการ ความปลอดภัย และการสร้างรายได้ ซึ่งในส่วนของโครงการต่างๆ ยังมีปัญหาอุปสรรคที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อไม่ให้การดำเนินการล่าช้า ทั้งรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด)ไทย-จีน, รถไฟทางคู่ และรถไฟไฮสปีดเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) 

นายปิยพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย ทั้งงานก่อสร้าง และการให้บริการประชาชน โดยต้องการเห็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งปัญหาเรื่องจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรบูรณาการการทำงานร่วมกันมากขึ้น ทั้ง รฟท. กรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท(ทช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เพื่อแก้ไขปัญหาด้านกายภาพในพื้นที่จุดตัด โดยเฉพาะการปรับปรุงทัศนวิสัยในการมองเห็น การตัดแต่งต้นไม้ กิ่งไม้ และวัชพืชที่บดบังการมองเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ทันที โดย ทล. ยินดีร่วมดำเนินการดังกล่าว 

นายปิยพงษ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนควบคู่กันไป เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการขับขี่ด้วย โดย รฟท. ควรประสานงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันจุดเสี่ยงลักษณะเดียวกันที่มีอยู่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่เกิดอุบัติเหตุล่าสุดเท่านั้น นอกจากนี้ต้องเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ให้ รฟท. มากขึ้น ผ่านการบริหารจัดการทรัพย์สิน และที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย รฟท. มีแผนดำเนินการอยู่แล้ว แต่ควรเร่งผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

นายปิยพงษ์ กล่าวด้วยว่า รวมทั้งพัฒนาการท่องเที่ยวทางราง ผ่านการจัดขบวนรถพิเศษ และเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ตลอดจนเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดให้เอกชนเช่าใช้ราง (Open Access) ซึ่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง ได้เปิดช่องให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานทางรางได้มากขึ้น  อีกทั้งต้องพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมต่อ (Feeder) ให้สามารถเข้าถึงสถานีได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันต้องเร่งจัดทำข้อมูลเชิงลึก และต้องอธิบายให้ชัดเจนถึงความจำเป็นว่า แต่ละภารกิจต้องใช้กำลังคนเท่าใด และในอนาคตจะมีตำแหน่งใดอาจถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีหรือไม่ โดยต้องมีเหตุผลอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้รับการพิจารณาในการขออัตรากำลังเพิ่ม คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน มิ.ย.2569.